[FIC] Because of Gyu
Author: Pailin
Couple: Kim myungsoo x Kim sunggyu ft.infinite
Note: ถ้าได้อ่านอินโทก่อนน่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ...

“ แปลกแต่จริง... สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับฉัน”
-1-
“ ช่วยดูที.. ว่ามีอะไรน่าห่วงอีกไหม ” ซองกยูพูดขึ้นด้วยท่าทางกระวนกระวายในขณะที่กำลังยืนมองตัวเองผ่านกระจกอยู่ภายในร้านซาลอน
“ เสียง.. ที่ร้านของน้าเนรมิตให้ทุกส่วนเหมือนผู้หญิงได้ยกเว้นเสียงนะซองกยู ” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมๆกับจานของว่างที่เต็มไปด้วยขนมนมเนยที่นำมาให้ลูกชายอย่างอูฮยอนและเพื่อนๆ
“ แม่ก็.. ดูนี่สิ มาดูสิว่าช่างที่ร้านของแม่ทำอะไรลงไปเนียะ เขาไม่เห็นว่าจะมีซองกยูในห้องนี้เลย แล้วนี่สาวน้อยที่ไหนกันมายืนทำหน้าจิ้มลิ้มอยู่ตรงนี้ ” อูฮยอนรวบเอวคนเป็นแม่ก่อนจะพามาดูสาวน้อยที่กำลังเช็คความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจก
“ ฉันว่ามันมีวิธีอื่นอีกนะ ยกเลิกแผนนี้เถอะ ”
“ ถ้าทุกคนในห้องนี้ไม่พูดก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าแกเป็นผู้ชาย... ไหนขอดูอีกรอบสิ ” ซองจงพูดพร้อมสอดส่ายสายตาไปทั่วร่างอวบตรงหน้า “ เอ๋!! ต้องเพิ่มอะไรตรงไหนอีกไหมนะ ”
ทุกคนแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำว่าสาวน้อยร่างอวบ ในชุดเดรสลายตารางสีดำที่ตัดกับสีผิวที่ขาวเนียนยืนอยู่ตรงหน้าคือซองกยู ไหนจะวิกผมหน้าม้าสีน้ำตาลเข้มที่ถูกจัดแต่งอย่างลงตัวกับใบหน้าสวยๆนั่น เพราะเจ้าตัวเองมีผิวขาวและหน้าหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจะจับแต่งอะไรก็ดูคล้ายกับหญิงสาวไปทุกส่วน ราวกับว่าภายในห้องนี้ไม่มีคิมซองกยูอยู่จริงๆ
“ เอาหล่ะมั่นใจหน่อยสาวน้อย เรามาหาน้าได้ตลอดเวลาเลย ร้านน้ากับร้านเหล้านั่นก็ใกล้กันแค่นี้เอง ” ถึงแม้จะไม่ใช่คนในครอบครัวก็เหมือนใช่ เพราะเขาเองเห็นเด็กสองคนตรงหน้ามาตั้งแต่ยังเล็ก เป็นห่วงเป็นใยซองกยูและซองจงไม่ต่างจากลูกตัวเอง “ อ่ะ!! ส่วนนี้คือของที่เราสมควรมีติดไว้เผื่อฉุกเฉิน ” แม่ของอูฮยอนส่งถุงผ้าสีดำสนิทที่ข้างในมีอุปกรณ์แต่งหน้าและวิกผมที่เฉดสีคล้ายๆกันอยู่สองสามชิ้น ให้ซองกยู
“ ปัญหาอยู่ตรงที่แต่งหน้าเองไม่เป็นฮะคุณน้า ”
“ อย่าลืมสิแกไปกับฉัน คนอย่างอีซองจงทำได้ทุกอย่างอย่ากลัวไปเลย ” เพราะความกังวลที่อยู่ในใจที่เพิ่มมากขึ้น ทุกๆอย่างแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจนสะจนคนรอบข้างสังเกตเห็น “ ฉันแต่งหน้าได้แกรู้ดี ” เป็นซองจงที่รู้จักซองกยูดีกว่าใครๆใช่ว่าเขาทั้งคู่สนิทกันมากที่สุด แต่เพราะซองจงใส่ใจทุกคนรอบข้างของเขาเสมอต่างหาก
“ ขอบคุณนะ ขอบคุณพวกแกสองคนมาก ” จะกี่ปัญหาที่ได้พบเจอก็มีแต่เพื่อนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ “ คุณน้าก็ด้วยขอบคุณจริงๆฮะ ” ซองกยูโค้งขอบคุณให้แม่ของอูฮยอนอย่างนอบน้อม
“ ไปกันเถอะได้เวลาสำรวจความประทับใจของผู้บริโภคแล้ว ” หลังจากยืนดูสถานการณ์อยู่นานอูฮยอนก็ลากเพื่อนรักทั้งสองคนออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วตรงไปยังคอฟฟี่คาเฟ่ชั้นล่างของซาลอนทันที
ปกติบริเวณชั้นหนึ่งพื้นที่ของคอฟฟี่คาเฟ่จะคาคลั้งไปด้วยผู้คนมากมาย ที่รอคิวเข้ารับบริการเสริมความงาม เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองจากร้านแห่งนี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วก็เป็นลูกค้าของซาลอนด้านบน หลายๆคนก็ใช้เวลาว่างตรงนี้เพื่อจิบกาแฟหอมๆกับเบเกอร์รี่อร่อยๆกันที่นี่ มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมอูฮยอนถึงลากเพื่อนรักลงมาที่คอฟฟี่คาเฟ่นี้
เพียงแค่สาวน้อยตัวขาวกับสองหนุ่มร่างบางปรากฏตัวขึ้นก็เรียกร้องความสนใจจากสายตาหลายๆคู่ภายในร้านให้จับจ้องมาที่พวกเขาได้ไม่ยาก อาจจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายถ้าเทียบกับใครหลายๆคน แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเขาทั้งสามคนมีภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูดมากจริงๆ ถึงแม้จะปฏิบัติตัวด้วยท่าทีที่ปกติ แต่สายตาของคนทั้งสามต่างก็แอบสำรวจผู้คนในร้านอยู่ จนทั้งหมดเดินมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ บาริสต้าหนุ่มมองหน้าซองกยูอย่างช่างใจ ด้วยหน้าตาที่คุ้นเคยแต่เพราะการแต่งกายที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเป็นสิ่งกระตุ้นความอยากรู้ให้เขาจ้องมองสาวน้อยตรงหน้าอยู่อย่างไม่วางตา
“ คุณอูฮยอน.. ” เมื่อได้ยินเสียงฝ่ามือของอูฮยอนวางลงบนเคาน์เตอร์ทำให้บาริสต้าหนุ่มหันมาสนใจรับออเดอร์จากเขาในทันที
“ ของฉันขอโกโก้ร้อนนะ ซองจงก็ชาน้ำผึ้งมะนาว ” สิ้นสุดคำพูดของอูฮยอนสายตาของบาริสต้าก็จับจ้องไปที่สาวน้อยเพียงคนเดียวในที่นั้นอีกครั้งเป็นเชิงตั้งคำถาม ส่วนเพื่อนตัวดีทั้งสองก็ยืนลุ้นอยู่ข้างๆว่าซองกยูจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแบบที่เตี๊ยมกันเอาไว้ไหม “ แล้วก็ขอชานมวนิลาให้เพื่อนของฉันคนนี้ด้วยและกัน ” สุดท้ายแล้วก็เป็นอูฮยอนที่เอ่ยขึ้นแทน
“ เห็นไหมฉันบอกแล้วว่าไม่มีใครสงสัยหรอก ขนาดคุณบาริสต้าสุดหล่อยังมองแกตาไม่กระพริบเลย ” ซองจงเอ่ยขึ้นภายหลังจากที่จับจองที่นั่งภายในร้านเรียบบร้อยแล้ว
“ ยังกังวลเรื่องเสียงอยู่สินะ ” เพราะซองกยูที่นั่งก้มหน้าก้มตาตั้งแต่มาถึงโต๊ะ ทำให้อูฮยอนเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ ผู้หญิงเสียงเบส.. ผู้ชายที่ไหนจะเชื่อห๊ะว่าเป็นผู้หญิง ” ยิ่งพูดถึงสิ่งที่ตัวเองกังวลอยู่ในใจ ยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
“ มันไม่ยากหรอกแกทำได้อยู่แล้วแค่ปรับโทนเสียงของตัวเองให้บางและเบาลงอีกนิด มั่นใจๆหน่อยประสบการณ์ตื่นเต้นรอแกอยู่ ”
“ ฉันไม่ไปแล้วได้ไหม เปลี่ยนมาทำงานที่ร้านแกแทนไม่ได้หรอนามู ” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ซองกยูพยายามเสนอเพื่อนทั้งสองของเขามาโดยตลอดแต่มันก็ไม่เป็นผล เพราะเหตุผลที่เพื่อนรักทั้งสองงัดขึ้นมาโต้แย้งคือเขาจะได้รับประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ มันจะเป็นสตอรี่ที่น่าจดจำของชีวิตเขาตลอดไป และสำคัญที่สุดคือเขาสามารถที่จะนำทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปลอมตัวในครั้งนี้ไปใช้ในงานเขียนบทละครเวทีในเทศกาลศิลปะและการแสดงตอนปีสุดท้ายได้อีกด้วย
“ เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ ไม่เอาหน่า.. ”
“ อืม.. ” เพราะเขารู้ว่าซองจงจะอยู่ข้างๆเขาตลอดในแผนการครั้งนี้ มันเลยทำให้เขาวางใจว่าอย่างน้อยๆถ้าเกิดปัญหาเขายังมีเพื่อนคอยช่วยแก้ไขแน่นอน
…. T W O K I M ….
“ ลมอะไรหอบนายตำรวจใหญ่อย่างมึงมาหาพวกกูได้ละ ” เพราะพักหลังๆมานี้พวกเขาทั้งสามคนต่างก็มีภารกิจที่ต้องจัดการ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมานัดเจอกันบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อน เพราะอายุที่มากขึ้นแถมทุกคนก็มีงานมีการต้องรับผิดชอบ การที่จะนัดเจอกันแต่ละทีก็ต้องมีเหตุผลที่สำคัญมากรองรับเสมอๆ
“ ผับของผมไม่มีอะไรผิดกฎหมายให้คุณตำรวจตรวจค้นหรอกนะครับ ” เพราะเพื่อนรักที่เพิ่งเข้ามาในร้านของตัวเองใส่เครื่องแบบมาสะเต็มยศมยองซูเลยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว
“ ตั้งแต่มาถึงยังไม่ทันได้นั่งก็พร้อมใจกันกัดเลยนะ ” เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นภายในห้องทำงานเล็กๆของมยองซู “ โทษทีว่ะ เพิ่งออกเวรมาเลยไมได้เปลี่ยนเสื้อ ”
“ ไม่เป็นไรมึง วันนี้ไม่ได้ชวนมากินเหล้า แต่ชวนมาเพราะมันมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น ”
“ มึงก็พูดเกินไป ” เพราะซองยอลที่พูดบิ้วดงอูคำโตทำให้ร้อนมาถึงมยองซูต้องรีบแก้ตัว
“ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก.. ก็แค่ไอ้เพื่อนตัวดีของมึงกำลังมีความรัก.. ” สิ้นสุดคำว่ารัก คำสุดท้ายของประโยคที่ซองยอลพูดความเงียบก็เข้ามาปกคลุมภายในห้อง ดงอูมองเพื่อนของตัวเองแสดงสีหน้าสงสัย
“ ก็ไม่ถึงขั้นนั้น.. มึงไม่เคยเป็นกันหรอเวลาที่เจอใครสักคนแล้วรู้สึกอยากจะหยุดค้นหา หยุดทุกอย่างกับคนนั้น คนเดียวอะ ”
“ ไ ม่ เ ค ย ว่ ะ ” ทั้งซองยอลและดงอูพร้อมใจกันส่ายหน้าเป็นการตอบคำถามของมยองซู
“ สงสัยจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติแบบที่มึงบอกจริงๆว่ะซองยอล ตัวพ่ออย่างมยองซูกำลังจะหยุด นี่กูหูฝาดไปหรือเปล่า ”
“ อาจจะฟังดูแปลกไปสักหน่อย.. แต่มันคือเรื่องจริงนะโว๊ย ”
ก๊อกๆ.. เสียงเคราะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาที่กำลังออกรสออกชาติของเพื่อนรักทั้งสาม
“ พี่ฮะ ผมเข้ามาได้ใช่ไหม ” เสียงหวานๆของซองจงดังขึ้นก่อนที่บานประตูจะเปิดออก ซองจงเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมๆกับเพื่อนชายร่างเล็กและสาวน้อยหน้าหวานอีกหนึ่งคน
“ ว่าไงซองจงอา... ” ถึงจะพูดตอบซองจงแต่สายตาของมยองซูกลับจับจ้องอยู่ที่สาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆกันอย่างไม่วางตา
“ ผมพาเพื่อนมาสมัครเป็นมือเปียโนที่พี่หาอยู่ไงฮะ ”
“ อูฮยอนเนี๊ยะนะ ”
“ พี่คิดว่าผมเล่นเปียโนเป็นหรือไง นี่.. คนนี้ต่างหาก ” อูฮยอนชี้ไปที่สาวน้อยคนข้างๆ
“ อ่อ... ” อาจเพราะหน้าตาท่าทางของสาวน้อยตรงหน้าที่เห็นแล้วมันดึงดูสายตา หรือเพราะความสงสัยที่เขามีต่อเธอ หรือเหตุผลใดๆที่ใจเขากำลังยกมาอ้างก็ตาม นั้นทำให้เขากำลังมองจ้องเธอไม่วางตา ตาคมกำลังจับจ้องเธอราวกับจะกลืนกินเสียให้ได้
“ เห้ย!! ทำไมมึงมองน้องเขาด้วยสายตาแบบนั้นละ ” เพราะมยองซูสอดส่ายสายตามองสาวน้อยตรงหน้าอย่างประเจิดประเจ้อเดือดร้อนถึงเพื่อนรักอย่างดงอูต้องพูดเรียกสติ
“ เอ.. มึงนี่มันจริงๆเลยไหนว่าจะหยุดแล้วไง เจอสาวสวยเข้าหน่อยอาการออกเลยนะ ” ซองยอลเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักเป็นเชิงหยอกล้อ “ ตกลงว่าไงครับคนสวย ชื่ออะไรเอ่ย? ”
ทั้งซองจงและอูฮยอนที่ยืนอยู่ข้างๆมองซองกยูอยู่ตาไม่กระพริบ เรื่องเสียงพูดเป็นเรื่องเดียวที่ซองกยูกังวลใจที่สุด เพราะว่าเสียงเขาแตกต่างกับผู้หญิงทั่วๆไปอย่างสิ้นเชิง อาจะทำให้ทุกคนในที่นี้สงสัยได้ แล้วยิ่งมาทิ้งช่วงเวลานานแบบนี้ ทุกๆคนไม่ได้รับคำตอบสักที ทำให้สายตาที่มยองซูมองมากลับเปลี่ยนไป จากแววตาเห็นได้ชัดว่าเขาทวีความสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ
“ ซอง.. ”
“ ซองกยูริ ฮะ.. เธอชื่อซองกยูริ ” เพราะไม่ได้เตี๊ยมกันเรื่องชื่อมากก่อน ซองจงจึงพูดแทรกขึ้นเพราะเข้าใจว่าเพื่อนรักกำลังจะเปิดเผยชื่อจริงของตัวเองออกไปในสถานการณ์ที่ล่อแหลมแบบนี้
“ ซองกยูริ งั้นหรอ... ” เพราะเจ้าของใบหน้าหวานๆที่มยองซูเจอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หน้าเหมือนกับสาวน้อยตรงหน้าราวกับฝาแฝด เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในตัวเธอ แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร
“ ว่าไงมึง!! ตะลึงอะไรนักหนาเขามาสมัครงานจะไม่เทสหน่อยหรอ ” หลังจากที่เงียบอยู่นานดงอูที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นพูด เสียงของเขาดังพอที่จะช่วยให้เพื่อนรักตื่นจากภวังค์หันมาฟังที่เขาพูดได้
“ อ่อ.. เปียโนอยู่ด้านนอกเชิญครับ ” มยองซูพูดก่อนจะผายมือออกไปเป็นการเชื้อเชิญ นอกจากเพื่อนรักทั้งสองคนของเขาแล้ว เขาก็จะรักษามารยาทกับทุกๆคนไม่ว่าเขาคนนั่นจะสนิทสนมมากน้อยแค่ไหน หรือเพิ่งจะเจอกันได้ไม่นานก็ตาม
เปียโนไม้สีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเวที เพราะร้านทั้งร้านเป็นโทนสีดำทำให้เปียโนหลังนี้ยิ่งโดดเด่นมากยิ่งขึ้นถ้าเทียบกับเฟอร์นิเจอร์หลายๆชิ้น นิ้วเรียวเริ่มบรรจงเล่นบทเพลงที่เตรียมอย่างตั้งใจตั้งใจ... ปลายนิ้วเริ่มกดลงบนแป้นเปียโนทีละตัวโน๊ต สัมผัสบางเบาพริ้วไหวอยู่บนโน้ตทุกตัวอย่างชำนาญ ถึงแม้ว่าที่บ้านจะเป็นโรงฝึกเทควันโดแต่เขาก็ได้ฝึกเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ อาจจะไม่ได้เข้าเรียนทางด้านนี้โดยตรงแต่ก็ได้อยู่ชมรมดนตรีและเริ่มเล่นเปียโนจริงๆจังๆมาตั้งแต่มัธยม เสียงบรรเลงเปียโนหยุดลงพร้อมๆกับปลายนิ้วเรียวจรดลงที่โน้ตตัวสุดท้าย
“ เอ๊า!! เป็นอะไรกันไปหมดมยองซูอา ดงอูอา.. ตะลึงอะไรกันว่ะ ” เสียงปรบมือจากซองยอลและเสียงโวยวายของเขาดังขึ้นเพราะเพลงบรรเลงที่ได้ฟังจบไปนานมากแล้วแต่ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาสักที
“ พี่ตกลงรับเธอเข้าทำงาน สะดวกเริ่มงานเลยไหม ” มือเปียโนคนใหม่ของร้านมอบยิ้มบางๆพร้อมพยักหน้าหงึกหงึกแทนคำตอบ “ ฝากซองจงจัดการเรื่องห้องพักด้วยนะ ”
“ ฮะ.. ”
“ ขอให้สนุกกับงานนะแก ฉันกลับร้านก่อน แล้วจะแวะมาฟังเพลงแรกของแกในคืนนี้ .. ไปล่ะ ” อูฮยอนพูดทิ้งท้ายสร้างรอยยิ้มให้กับเพื่อนของเขาทั้งสอง พร้อมโค้งทำความเคารพรุ่นพี่ทั้งสามคนที่นั่งดูการเทสเปียโนของซองกยูอยู่เมื่อครู่ ก่อนจะเดินออกจากร้านไป
“ เฮ้ยกูเพิ่งนึกได้ว่ะ ว่ามีธุรยังไงกูโทรหานะ ” เพราะท่าทางน่ารักๆของคนตัวเล็กที่เพิ่งคล้อยหลังออกจากร้านไป อยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมดงอูถึงรีบร้อนออกจากร้านนัก
“ สรุปว่านายจะอยู่ที่ร้านนี่ให้ได้ใช่ไหม ” เมื่อทุกอย่างเงียบลงซองยอลก็ถามร่างบางตรงหน้าอย่างคาดคั้น “ ตกลงจะไม่กลับบ้านไปกับฉันจริงๆใช่ไหม? ” เพราะคนที่ถูกถามเงียบกริบไร้คำตอบใดๆเขาจึงถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งกว่าเดิม
“ เอ่าน่า.. นี่ร้านกูนะ ปลอดภัยไม่ต่างจากบ้านมึงหรอก ถ้ามึงไม่ไว้วางใจก็มานอนที่นี่ก็ได้ห้องแถบผู้ชายว่างโล่ง ” มยองซูออกตัวปกป้องซองจงยกใหญ่ “ เออใช่ ห้องพักว่างเฉพาะฝั่งผู้ชายนี่น่า แล้ว... กยูริ จะไปนอนที่ไหน ” และเป็นอีกครั้งที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่สาวน้อยคนเดิม ได้พบกันเพียงไม่นานแต่เธอก็สามารถเข้ามามีบทบาทในความคิดและความรู้สึกของมยองซูสะแล้ว
“ ไม่ต้องห่วงฮะ ผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนพาเธอมาสะอีก แค่ห้องเธออยู่ข้างๆห้องผมก็ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว ” เพราะซองจงเองไม่อยากให้พนักงานสาวๆสงสัยเรื่องที่ซองกยูปลอมตัวมา เขาจึงตัดสินใจเลือกห้องพักที่อยู่ติดกันสำหรับซองกยูและตัวเขา จะได้ไม่มีใครมาสังเกตเห็นอะไรที่อาจจะผิดวิสัยหญิงสาวของซองกยูได้ “ ส่วนนาย ฉันยืนยันนะว่าจะอยู่ที่นี่ จะกลับบ้านหรือจะย้ายมาก็เรื่องของนาย ฉันจะบอกกับแม่เรื่องนี้เองนายไม่ต้องเป็นเป็นห่วง ” ซองจงไม่ลืมที่จะหันไปตอกใส่ซองยอลที่ยืนรอคำตอบจากเขาอยู่
…. T W O K I M ….
กระเป๋าผ้าใบโตของคนสองคนถูกพนักงานชายของร้านขนขึ้นไปวางไว้หน้าห้องก่อนที่เจ้าตัวจะขึ้นไปถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าซองจงจะเป็นผู้ชายแต่เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายผู้หญิงและหุ่นที่บอบบาง เขาจึงเป็นที่เอ็นดูของพนักงานชายหลายๆคนภายในร้าน ทุกคนต่างก็ยินดีที่จะช่วยเหลือหรือเสนอตัวช่วยไม่ว่าซองจงจะเดือดร้อนเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมา.. ทำให้ซองยอลไม่พอใจที่ซองจงต้องมาอยู่ที่นี่ในซัมเมอร์นี้
“ เอ้ยยังไง.. ไหนว่าจะหยุดแล้วไหง๋มองตามน้องเขาแบบนั้นละ ” ซองยอลตบบ่าเพื่อนรักเบาๆเพิ่อเรียกสติ เพราะสังเกตเห็นว่ามยองซูมองตามกยูริในระหว่างที่เธอเดินขึ้นบันไดไปห้องหัก
“ ก็เพราะจะหยุดไง ถึงมองแบบนี้ ” คำตอบที่ไม่เคลียร์ของมยองซูทำให้ซองยอลเพิ่มความสงสัยมากขึ้นไปอีก “ คืองี้.. กยูริหน้าเหมือนกับคนที่กูเจอเลย แต่คนที่กูเจอคือผู้ชายว่ะ ”
“ ก็ถ้าหน้าตาเหมือนกันขนาดนั้นทำไมไม่ลองศึกษาผู้หญิงดูก่อนละ ถึงยังไงถ้าเป็นผู้หญิงก็คงจะโอเคกว่าผู้ชาย ”
“ แหมม๋ อย่าให้กูพูดถึงเรื่องมึงกับซองจงนะ ”
“ ทำไม!?! กูกับเจ้าเด็กนั่นก็พี่น้องกันไง ” ซองยอลโวยวายเสียงดังลั้นร้าน เพราะมยองซูพูดจี้ใจดำเข้า พ่อของซองยอลและแม่ของซองจงเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันหมาดๆ ท่านทั้งสองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกของท่านจะรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนพี่น้องทั่วๆไป แต่เพราะความรู้สึกของซองยอลที่มีแต่ซองจงมันเกินคำว่าน้องชายไป ทำให้เขาพยายามปฏิเสธความรู้สึกนั้นทุกวิถีทาง ทั้งๆที่มันก็ตรงกันข้ามกับหัวใจเขาอย่างสิ้นเชิง
“ หึ! มึงไม่เคยรู้ตัวหรอก.. ไปคิดเอาเองว่าจะหอบผ้าหอบผ่อนตามมาดูแลซองจงที่ร้านกู หรือจะนั่งแดรกศักดิ์ศรีนอนกอดทิฐิอยู่ที่บ้านก็เชิญ ” มยองซูพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองไป
ในยามค่ำคืนที่ไฟตามบ้านเรือนดับลง แต่แสงไฟตามถนนกลับส่องสว่างขึ้น ช่วงเวลาที่คนทั่วไปจะหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา แต่ความสนุกสนานครื้นเครงของคนกลางคืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆกับแสงไฟสลัวๆยามราตรี ถนนทั้งสายที่ทอดยาวล้วนแล้วแต่เป็นร้านอาหาร ผับ บาร์ที่พร้อมเปิดรอรับนักท่องเที่ยวทุกคนเพื่อเข้ามาแสวงหาความสำราญแก่ตน
บรรยากาศภายในร้านที่อบอุ่นถูกแต่งแต้มด้วยไฟสีเหลืองนวล เพลงบรรเลงที่เคล้าคลอไปกับกลิ่นควันบุหรี่กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างความเคลิบเคลิ้มให้กับลูกค้าในร้าน รวมไปถึงการที่มีนักดนตรีและดีเจย์ต่ที่างพากันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทำหน้าทีเพื่อสรรคสร้างความสนุกสนาน เพราะคืนนี้สำหรับทุกคนยังอีกยาวไกล..
เมื่อถึงโชว์ชุดสุดท้ายของค่ำคืนนี้ทางร้านได้จัดแคมเปญเล็กๆเพื่อต้อนรับนักเปียโนคนสวยที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของร้านด้วยการแจกเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่ใช้ชื่อของเธอเป็นชื่อเครื่องดื่มแก่ทุกโต๊ะโต๊ะละหนึ่งดริ๊งค์ เพื่อให้ทุกคนจิบมันไปพร้อมๆกับเสียงดนตรีที่เธอบรรเลง
ค็อกเทลสุดคลาสสิกในแก้มก้านสวยหรู ถูกตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ ใช้เกลือไปโรยไว้ที่ขอบปากแก้ว ทำให้เวลาดื่มค็อกเทลมีรสชาติเปรี้ยวนำ หวานและเค็มตาม ผสมผสานกันจนออกมาเป็นรสที่กลมกล่อม ทางร้านได้ให้ชื่อค็อกเทลนี้ว่า ‘Gyurita’ กยูริต้า... ตามชื่อของนักเปียโนสาวที่มีชื่อว่า กยูริ
สาวน้อยในชุดราตรีสีครีมแขนกุดเผยให้เห็นผิวขาวผ่องเรียบเนียนเป็นที่สะดุดตา ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เครื่องหน้าทุกส่วนต่างโดดเด่นผสมผสานกัยอย่างลงตัว เรียวตาสวยที่ถูกตกแต่งด้วยอายไลน์เนอร์ทำให้ชวนหลงใหล ริมฝีปากบางที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีชมพูระเรื่อ ผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกรวบขึ้นเผยให้เห็นต้นคอขาวเนียนจนไปถึงไหล่บางน่าสัมผัส
เมื่อเดินออกมาหน้าเวทีก็เรียกเสียงปรบมือของแขกในร้านได้ไม่น้อย เธอโค้งรับทุกๆเสียงปรบมือก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้เปียโนไม้สีขาวสีเดียวกับตัวเปียโน เธอยกมือทั้งสองขึ้นมาวางลงบนโน้ตแต่ละตัวอย่างช้าๆ เสียงเพลงบรรเลงได้เริ่มต้นขึ้น เธอบรรเลงเพลงขับกล่อมทุกคนในที่นั้นเพลงแล้วเพลงเล่า โดยมีสายตาของใครคนนึงที่ยังคงจับจ้องมองมาที่เธอไม่ห่าง บางทีเขาสมควรยอมรับกับตัวเองสักทีว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอเริ่มจะไม่ธรรมดาสะแล้ว...
เมื่อถึงเวลาลูกค้าภายในร้านต่างพากันเรียกเช็คบิลและทยอยกันออกจากร้านอย่างรู้งาน ถึงแม้ที่นี่จะเป็นร้านอาหารกลางคืนแต่ทุกคนก็รู้และเข้าใจตามกฎดีทุกอย่าง เสียงดนตรีที่เงียบลงพร้อมแสงไฟภายในร้านที่สว่างขึ้น พนักงานทุกคนต่างรู้หน้าที่เก็บกวาดทุกอย่างได้ว่องไว เพราะถ้ายิ่งเสร็จเร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้นอนเร็วมากขึ้นเท่านั้น เหลือเพียงนักดนตรีที่นั่งดื่มนั่งทานอะไรกันอยู่ที่โต๊ะในมุมนึงของร้าน ซึ่งแน่นอนว่าในนั้นต้องมีซองจงและกยูรินั่งอยู่ด้วยแน่นอน เสียงเอ่ะอะโวยวายดังขึ้นเพียงเพราะชายหนุ่มสีถึงห้าคนที่นั่งอยู่กำลังจะลุกขึ้นไปห้องพัก แต่ก็ไม่มีใครตำหนิพวกเขาเพราะรู้ดีว่าพวกอยู่ในอาการที่ขาดสติจากเครื่องดื่มที่ดื่มไปทั้งคืน ทิ้งไว้เพียงซองจงและกยูริซึ่งทำถ้าว่าทั้งสองจะช่วยเก็บกวาดแก้วจานบนโต๊ะ
“ ไม่ต้องหรอกซองจง พาเพื่อนขึ้นห้องพักเถอะ ” พนักงานหนุ่มคนนึงพูดขึ้นก่อนที่เขาจะเข้ามาฉวยแก้วในมือของกยูริไปถือเอง “ ทำงานกลางคืนครั้งแรกใช่ไหม คุณดูง่วงๆนะผมว่า ” เมื่อกยูริยังเฉยอยู่เขายิ่งได้ใจขยับหน้าเข้ามาใกล้ในขณะที่รอคำตอบจากกยูริ
“ อ่า.. ใช่เพิ่งทำที่นี่เป็นครั้งแรก ” กยูริเอ่ยยขึ้นเบาๆก่อนจะขยับตัวออกห่างจากพนักงานหนุ่มคนนั้น
“ ถ้างั้นก็ขอบใจ!! ช่วยเก็บกวาดที่เหลือบนโต๊ะด้วยแล้วกัน ” ซองจงเดินเข้ามาจับมือกยูริไว้แน่น พรางพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน เพราะซองจงรู้ดีว่าพนักงานหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ “ ไปกันเถอะวันนี้แกเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ” ก่อนจะหันไปพูดกับกยูริด้วยท่าทางที่อ่อนโยนลง
…. T W O K I M ….
ขึ้นไปยังชั้นสามของร้านในส่วนห้องพัก ห้องของทั้งชายและหญิงแบ่งฝั่งกันอย่างชัดเจนแต่ละห้องกว้างพอกันๆมีเพียงห้อง 020 ของมยองซูเท่านั้นที่กว้างกว่าห้องอื่นๆเล็กน้อย แต่ละห้องมีหมายเลขหน้าห้องแปะไว้กันหลงลืม ทั้งสองคนพากันเดิมมาตามทางเดินผ่านห้องหลายห้องจนมาหยุดอยู่ที่ห้อง 018 ของซองจง
“ ล้างหน้าเองได้ใช่ไหม? ” ซองจงมองหน้าเพื่อนรักที่ทำหน้าไร้เรี่ยวแรงข้างๆอย่างอ่อนใจ “ ยังไหวอยู่ปะวะ ทำไมดูเหนื่อยๆ ”
“ เพราะไม่ค่อยได้อดนอนละมั้ง ไม่เป็นไรหรอกเรื่องแค่นี้สบายมาก ” ซองกยูยิ้มรับเพื่อนรักบางๆ ก่อนจะโบกมือขาวให้เขาเบาๆ “ กู๊ดไนท์ ”
“ เช่นกันแก.. ”
ซองกยูยืนดูประตูห้องของซองจงปิดจนสนิทก่อนที่เขาจะเดินเลยไปที่ห้องพักของตัวเอง เขาไม่ลืมที่จะหันไปมองประตูห้อง 020 เพียงชั่วครู่ของความคิดเขาแค่อยากรู้ว่านายนั่นกำลังนั่งเต๊ะท่าวางมาดขนาดไหนตอนอยู่คนเดียว แต่เพียงแค่ยืนมองประตูก็คงไม่ได้รับคำตอบของคำถามในใจ.. เขาจึงหันกลับมาสนใจเปิดห้อง 019 ของตัวเอง
เมื่อเขาก้าวเข้ามาภายในห้องแล้วทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติ เขาจะไม่ใช่กยูริสาวน้อยเรียบร้อยอย่างที่ทุกคนเห็น แต่เขาจะเป็นซองกยู เขาจะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสบายใจโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาจับตามอง หรือว่านายจ้างขี้เก้กที่ชอบจ้องจับผิดเขาด้วยสายตาบ้าๆแบบนั่น ใช่ว่าเขาจะมาดแมนแฮนซั่มมากจากไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเป็นกยูริไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย ไม่มีส่วนคล้ายเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการเครื่องสำอางบนหน้าและชำระล้างคลาบเหงื่อไคลตามเนื้อตัวแล้วก็มาถึงเวลาพักผ่อนสักที.. ร่างอวบที่อยู่ในชุดกางเกงวอมสีเทาขายาวกับเสือยืดตัวโคร่งสีขาว กำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียง เพราะเขาเองไม่เคยนอนดึกแบบนี้ พอถึงเวลาที่สมควรจะได้นอนจริงๆกลับไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย พลิกซ้ายที ขวาที ฟังเพลง เล่นเกมส์ เปิดเช็คโซเชียลก็แล้ว ก็ยังไม่ง่วงสักที.. นิ้วเรียวเลื่อนดูเบอร์โทรศัพท์ในมือถือก็พบกับเบอร์นึงที่คุ้นเคยเขาค่อยๆกดข้อความสั้นๆส่งออกไปถึงเบอร์นั้นอย่างตั้งใจ ไม่ได้หวังว่าปลายทางจะตอบกลับมาในทันทีเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ที่นู้นเองก็ดึกมากแล้วเช่นกัน แค่หวังเพียงให้ปลายทางรู้ว่าตอนนี้ยังมีเขาที่คิดถึง.. อยู่
.. โฮวอนอา วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับฉันเยอะแยะมากมาย ไว้เราได้คุยกันฉันจะเล่ามันให้นายฟัง ..
คิดถึง
ไม่มีสิทธิ์รับรู้ว่าปลายสายจะเห็นข้อความหรือไม่ แต่เขาเองก็รู้สึกดีที่ได้ส่งข้อความไปแบบนี้มากกว่าการโทรคุยกัน แค่คำว่า ‘คิดถึง’ พูดใส่หูโทรศัพท์ฟังแล้วก็แค่เขินแล้วผ่านไป แต่ถ้าคำว่า ‘คิดถึง’ ที่อยู่ในข้อความ เมื่อปลายทางได้เปิดอ่านเมื่อไหร่ก็ทำให้เขารู้ว่าคนส่งยังคิดถึงเขาเสมอ
…. T W O K I M ….
เสียงเพลงบรรเลงที่ถูกเปิดจากสเตอริโอดังขึ้นในห้องกว้าง บรรยากาศภายในห้องเย็นยะเยือก ความมืดปกคลุมอยู่ทุกพื้นที่เสียงหอบแหกๆของชายหญิงคู่นึงดังขึ้นไม่ขาดสาย เสียงสัมผัสที่เร้าร้อนจากอวัยวะบางส่วนของคนสองคนที่กระทบกันดังสรอดแทรกขึ้นเป็นระยะ เหงื่อที่โทรมกายสามารถบอกได้ว่าอุณหภูมิร่างกายของคนทั้งสองสวนทางกับอุณภูมิห้องอย่างสิ้นเชิง
“ อ๊า.. ” เสียงครางกระเส่าที่เคยกระตุ้นอารมณ์วาบหวามในใจอีกคนได้เป็นอย่างดี วันนี้ความรู้สึกแบบนั้นกลับไม่เป็นเหมือนเดิม เมื่อร่างหนาหยุดการกระทำทุกอย่างลง แล้วค่อยๆพลิกตัวนอนหลับตาลงบนพื้นที่เตียงที่ยังว่างอยู่
“ มยองซูอาทำไมละ..? ” เสียงของหญิงสาวร่างกายเปลีอยเปล่าที่นอนอยู่กระซิบข้างๆหู ทำให้เขาลืมตาขึ้นช้าๆเปรยตามองมาที่ใบหน้าหวาน
“ จีซูอา.. ขอโทษนะไม่รู้ทำไมมันไม่เมคเซ้นส์เหมือนอย่างเคย ” มือหนาค่อยๆกอบกุมใบหน้าเล็กอย่างทะนุถนอม “ คุณกลับไปก่อนเถอะนะ ”
“ งั้นเราค่อยเจอกันวันหลังก็ได้ค่ะ ” ร่างบางลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะหอบหิ้วกระเป๋าของตนออกจากห้องชายหนุ่มไป ไร้คำร่ำลาจากปากชายหนุ่มที่เพิ่งเสร็จธุระส่วนตัวกันเมื่อครู่
ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเป็นแบบนี้ครั้งแรก.. เมื่อก่อนเขาสนุกแค่ไหนกับการมีคนมากมายห้อมล้อมใช่ว่าจะมีแต่สาวน้อยสาวใหญ่ แต่ยังมีหนุ่มน้อยบางคนต่างยอมมอบกายให้กับเขา ทุกๆคนผ่านเข้ามาเพียงแค่หวังสัมพันธ์ชั่วคราว แค่ข้ามคืนทุกอย่างก็จบลงเหมือนเดิม บางครั้งเขาจำชื่อของคนที่มานอนกับเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ มีเพียงจีซูที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขานานกว่าคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนกันธรรมดา แต่ใครจะรู้ถึงความสัมพันธ์เวลาเขาอยู่ด้วยกันเพียงสองคนจะเป็นอย่างไร จีซูรับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด เธอไม่เคยเรียกร้องอะไรจากมยองซู ขอเพียงแค่มยองซูไม่ผลักไสเธอ..
มยองซูลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูพันตัวเองลวกๆก่อนจะเลื่อนเปิดประตูระเบียงออก เขายืนสูดอากาศยามค่ำคื่นเข้าปอดอยู่ตรงระเบียงห้องของตัวเองพักใหญ่ สายตาก็เหลือบเห็นแสงสว่างจากห้องข้างๆที่ยังเปิดอยู่รอดออกมา ทำให้เห็นเงาของใครบางคนในห้องที่ยังไม่หลับไม่นอน แถมเจ้าของห้องยังเดินวนไปวนมาอยู่ภายในอีก
“ นอนไม่หลับงั้นหรอ...ซองกยูริ ” เขาจินตนาการได้เลยว่าตอนนี้สาวน้อยกำลังทำหน้าเบื่อโลกแค่ไหน มยองซูยืนพิงราวระเบียงห้องมองแสงไฟนั่นอยู่นาน พร้อมระบายรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าขอตัวเองอย่างเสียไม่ได้....

*เผื่อใครจะจินตนาการซองกยูริของไพลินไม่ออก*...
.
.
.
Story Never End
• • • • • • • • • • • • • • • • • • • •
Talk : ฟิคชาบูสองคิมของไพลินค่ะ... พาทแรกวันเกิดมยอง พาทจบวันเกิดกยู
อย่าถามว่าจะมีกี่พาท.. เค้าเองยังไม่รู้เลย 555
มันมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงด้วย.. ไม่รู้ว่าทุกคนจะโอเคไหม ยังไงก็ฝากด้วยน้าา
แฟนอีดิทบาย โคลเวอร์บี13
Happy B-Day ma myungsoo
ขอบคุณที่หลงเข้ามานะคะ ♥ เอ็นจอยรีดดิ้งนะ :)