ข้อมูลส่วนตัว

p a i l i n

Author:p a i l i n
ขอต้อนรับเข้าสู่ FC2

ข้อความบันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Trackbacks ล่าสุด

รายเดือน

หมวดหมู่

ค้นหา

RSS

ลิ้ง

แบบฟอร์มขอเป็นเพื่อน

[H O M E]



0r6Em6.png

ยินดีต้อนรับเข้าสู่คลังฟิค เล็กๆของไพลินค่ะ... ♥
twitter :
youtube :



[FIC] Because of Gyu ✻ Myungsoo x Sunggyu : [] [] [] [] []

[OS] Always On My Mind ✻ Seongyeol x Sunggyu : []

[OS] Overrated ✻ Myungsoo x Sunggyu : []

[OS] Ex-boyfriend ✻ Sunggyu x Myungsoo : []

[SF] I can call it ‘love’ ✻ Myungsoo x Sunggy : []

[SF] Ordinary ✻ Myungsoo x Sunggyu : [] [] [] [] [] []

[SF] Still into you ✻ Myungsoo x Sunggyu : [] [] []

[OS] TwoKim's diary ✻ Myungsoo x Sunggyu : [] []

[SF] Hide love ✻ Myungsoo x Sunggyu : [][]



Update 20140423 ♥

edit↓ top↑

[FIC] Because of Gyu ✻ Myungsoo x Sunggyu (Part4)

[FIC] Because of Gyu
Author: Pailin
Couple: Kim myungsoo x Kim sunggyu ft.infinite







02sNqP.jpg

Pairing : MyungGyu , HoGyu , YeloJong , TwoWoo






เป็นครั้งแรกที่ไม่สนว่ามันจะถูกหรือผิด...



-4-







สวนสาธารณะอีกฝั่งของถนนคือเป้าหมายของกยูริ เธอรีบร้อนออกมาจากร้านโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น แค่เพียงอยากอยู่เงียบๆคนเดียว หลีกหนีความวุ่นวายที่เธอได้รับในระยะเวลาเกือบสองเดือนมานี้ ให้เวลากับตัวเองได้อยู่กับธรรมชาติ นั่งมองเงาแสงไฟที่ตกกระทบกับผิวน้ำ อุณหภูมิรอบตัวก็เย็นกำลังดี อากาศบริสุทธิ์ภายในสวนสาธารณะช่วยให้ผ่อนครายได้จริงๆ


“ บิงโก!! ฉันหาเธอเจอ ฉันหาเธอเจอจนได้ ” เสียคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้น แต่มันไม่ได้ทำให้เธออยากหันกลับไปมองแม้แต่น้อยเพราะเขาเป็นต้นเหตุให้เธอต้องมายืนร้องไห้ในสวนแห่งนี้ “ นี่.. ซองกยูริ เธอได้ยินฉันไหม กยูริต้า.... ได้ยินไหม ” มยองซูที่วิ่งกระหืดกระหอบอยู่หน้าสวนสาธารณะตะโกนดังขึ้น


“ มาวิ่งตามหาคนอื่นอยู่ทำไม.. ไม่อยู่ดูแลแฟนของนายต่อล่ะ ” มยองซูยืนมองหน้าสาวน้อยตรงหน้าตัวเองนิ่ง ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากเขาทั้งสิ้น “ ฉันถามนาย ทำไมไม่ตอบ? ”


“ จะให้ตอบเรื่องไหนก่อนหล่ะ... เรื่องที่เขาไม่ใช่แฟน หรือเรื่องที่เธอไม่ใช่คนอื่น ” มือหนากอบกุมพวงแก้มใสไว้ในอุ้มมือก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาบนหน้าของกยูริอย่างเบามือ.. “ หืมม... ว่าไงฉันต้องตอบคำถามไหนก่อนหล่ะ ”


“ ถ้าฉันไม่ใช่คนอื่น.. แล้วฉันเป็นอะไรสำหรับนาย ” กยูริเอ่ยคำถามที่คนฟังเองก็ไม่สามารถรับรู้ถึงคำตอบด้วยซ้ำ “ จะให้ฉันย้ำกับนายอีกครั้งไหม ว่าถ้านายไม่ได้ชอบฉัน ก็ช่วยทำตัวให้เหมือนคนที่ไม่ได้ชอบฉันด้วยเถอะ นายไม่รู้หรอกว่าฉันวุ่นวายใจแค่ไหน ”


“ ถ้าฉันพูดทั้งหมดที่ตัวเองคิดออกมา มันอาจจะฟังดูไร้เหตุผลไปสักหน่อย ” เพราะทุกคำพูดที่ออกมาจากปากมยองซูไม่ได้ตอบคำถามของกยูริเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งเพิ่มความสงสัยให้แก่เธอมากขึ้นตามไปด้วย “ เธอรู้แค่ว่าฉันเองก็วุ่นวายใจไม่ต่างจากเธอ.. ก็พอ ”


“ แล้ว... ” ใบหน้าหวานก้มมองพื้นเพื่อหลบสายตาของคนตรงหน้า ปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงทำให้แก้มขาวๆตุ่ยออกมา อาการน่ารักสร้างรอยยิ้มกว้างให้มยองซูไปพักใหญ่


“ จีซู? ” มยองซูเอ่ยชื่อหญิงสาวพร้อมกับยกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นที่มุมปาก “ ฉันกับจีซูตกลงว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้วจริงๆ” เพราะมยองซูเริ่มจริงจังกับสถานะของตัวเองและกยูริมากขึ้น เขาเลยตกลงกับจีซูในบ่ายวันนั้นเองและเธอก็ตกลงได้ด้วยดี แต่กับเหตุการณ์หน้าห้องเมื่อเย็นมยองซูก็ตกใจไม่น้อยเขาไม่คิดว่าจีซูจะเล่นแบบนี้ ไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำแบบนี้ต่อหน้ากยูริ “ ต้องขอโทษเธอแทนจีซูด้วย ให้เวลาเขาหน่อยเดี๋ยวอะไรๆก็ดีขึ้นเอง ” เพราะช่วงเวลาที่มยองซูและจีซูคบกันมันเนิ่นนานและความสัมพันธิ์ของเขาทั้งคู่ก็ใช่ว่าแค่เพื่อนกันธรรมดาๆ ในมุมมองของมยองซูจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จีซูจะออกอาการบ้าง “ ในระหว่างนี้ ฉันจะเป็นพระเอกคอยปกป้องเธอเอง.. ”


“ ทั้งๆที่ผ่านมานายเป็นตัวร้ายคอยแกล้งฉันตลอดหน่ะนะ ”


“ หลังจากนี้จะมีฉันเป็นพระเอก แล้วเธอก็.. นางเอกไง ”


“ ใครบอกนายว่าฉันตกลงอยู่ให้นายปกป้อง อย่ามาขี้ตู่สิ... ”


“ ฮ่าๆไม่ก็ไม่สิ นี่เธอหายออกมานานแล้ว ซองจงเป็นห่วงแย่กลับร้านกันเถอะ ” มือหนาจับข้อมือเล็กอย่างเบามือ ชำเลืองมองสีหน้าของคนข้างๆก่อนจะมอบยิ้มกว้างให้เธอ น่าแปลกที่คนอย่างมยองซูเลือกที่จะวางหัวใจตัวเองไว้ในมือ.. คิมซองกยู


“ มองทำไม ไหนว่าจะรีบกลับไง? ” ถึงจะคุ้นกับสายตาเจ้าเล่ห์นี่แล้ว ก็ทุกครั้งที่ถูกเขามองแบบนี้ก็อดเขินไม่ได้ บรรยากาศรอบๆตอนนี้มันชวนให้เขามีความสุขจริงๆ จนบางทีเจ้าตัวอาจจะลืมว่าบนโลกนี้ยังมีผู้ชายที่ชื่อ.. อีโฮวอน






…. T W O K I M ….






ทางด้านโฮวอนที่กำลังเคร่งเครียดอยู่กับการรายงานผลที่ได้รับจากการกลับเกาหลีในครั้งนี้ให้กับน้าชายตัวเองได้ฟัง


“ น้าให้แกไปบอกเลิกแต่นี่มัน!! โอ้ยไม่คิดเลยนะว่าการที่ปล่อยให้แกกลับไปเกาหลีคนเดียวมันจะเสียเที่ยวแบบนี้ ” ชายวันกลางคนโมโหโวยวายใหญ่โตเหตุเพราะหลานชายคนโปรดไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก


“ แต่ผมคิดว่ามันมีวิธีที่ดีกว่านั้น แล้วผมเองก็มั่นใจว่าซองกยูกับผมจะยังคบกันอยู่ได้จนถึงวันนั้น... ” เป็นโฮวอนเองที่กำลังหลงรักซองกยูอยู่เต็มหัวใจ เขาไม่กล้าพอที่จะบอกเลิก หรือแม้แต่คิดก็ยังไม่เคย


“ จนถึงวันนั้นงั้นหรอ.. แกคิดว่าใครจะคบกับคนที่จะ....” เสียงที่กระแทกกระทั้นทำให้คนฟังไม่อาจจะประมาณความโกรธของน้าชายตัวเองได้เลย



ก๊อกๆ...


“ ว่าไงมินซอก ” เด็กหนุ่มในชุดเทควันโดเปิดประตูพรวดพลาดเข้ามาขัดจังหวะการสนทนาของน้าหลาน


“ มีคนมาหารุ่นพี่โฮวอนครับ เขาให้บอกว่ามีข่าวด่วนจากทางเกาหลีมาบอก ”


“ โอเค ” เพียงแค่ได้ยินคำว่าข่าวจากเกาหลีเขาก็รู้โดยทันทีว่าคนที่มาพบคือใคร แล้วข่าวที่ว่านั้นเป็นข่าวเกี่ยวกับใคร เขาจึงรีบร้อนจะออกไปพบกับคนที่มาหาในทันที


“ นี่!! อย่าบอกนะว่าแกหลงรักซองกยูขึ้นมาจริงๆ.. ”


ไร้คำพูดใดจากโฮวอน ชายหนุ่มเพียงแค่โค้งให้กับน้าชายตัวเองแล้วเดินออกมาจากห้องทำงานของเขาเท่านั้น


คนที่เข้ามาขอพบโฮวอนก็คือนักสืบที่โฮวอนจ้างให้ติดตามซองกยูพร้อมรายงานทุกๆความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับซองกยูให้เขาได้ฟังเป็นระยะๆ แต่สำหรับครั้งนี้คุณนักสืบติดต่อกลับมาเร็วมาก เร็วจนผิดสังเกตเพราะล่าสุดที่เขาทั้งคู่ติดต่อกันคือวันที่เขาได้มีโอกาสกลับไปที่เกาหลี ระยะเวลาห่างกันเพียงแค่สองวันเท่านั้นเอง


“ ทำไมถึงเร็วนักหล่ะครับ.. มีข่าวอะไรสำคัญหรือเปล่า ” โฮวอนนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

“ คุณดูรูปพวกนี้เองจะดีกว่า ” นักสืบหนุ่มยืนซองสีน้ำตาลขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ภายในซองบรรจุรูปถ่ายมากมายหลายใบ


เมื่อมือหนาหยิบทุกสิ่งอย่างที่มีภายในซองออกมา ก็พบกับรูปของซองกยูที่กำลังเดินจูงมือกับชายหนุ่ม บรรยากาศรอบๆข้างมืดสนิท จากต้นไม้น้อยใหญ่ที่ได้เห็นในภาพเดาไม่ยากว่าเขาอยู่ในสวนสาธารณะกันแน่ๆ


“ รูปพวกนี้ถ่ายเมื่อไหร่กันครับ? ” ถึงแม้ว่ารูปทุกใบจะทำร้ายจิตใจตัวเองมากแค่ไหน แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บทุกความรู้สึกของตัวเองไว้ในใจเท่านั้น ไม่ฟูมฟายออกมาให้ใครได้เห็นมัน


“ เมื่อวานครับ ”


“ ขอบคุณมากนะครับ ยังไงก็ยังตามเขาเหมือนเดิม แล้วมีอะไรคืบหน้ารายงานผมเป็นระยะด้วยครับ ” โฮวอนพูดก่อนจะก้มหัวให้คุณนักสืบเล็กน้อย


เขารู้ดีเสมอว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซองกยูมันเป็นแค่ฉากนึงในแผนการของน้าชายตัวเองเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่จะหยุดเล่นละครบ้าๆนี่เขาเองที่เสียใจมากที่สุด เพราะเขาได้รับผลประโยชน์บางอย่างแล้ว มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่โฮวอนจะต้องคบกับซองกยูอีกต่อไป โฮวอนใช้เวลาคิดเรื่องนี้อยู่นาน เขาตัดสินใจจะไม่ทำตามแผนถ้าซองกยูยังรักและรู้สึกดีๆกับเขาอยู่ แต่ด้วยระยะทางที่มันห่างไกลกันเหลือเกิน ความมั่นคงที่เคยมีก็เริ่มสั่นคลอน จากที่ส่งนักสืบไปเพราะเป็นห่วงแต่กลายเป็นว่ายิ่งทำทุกอย่างก็ยิ่งค้นพบว่าซองกยูไม่ใช่ซองกยูของเขาอีกต่อไปแล้ว..




…. T W O K I M ….




“ นานแล้วนะไม่ได้กินเหล้าด้วยกัน นัดมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ” ซองยอลเดินเข้ามาในห้องทำงานของมยองซูอย่างคุ้นเคย


“ พวกกูว่ามึงสมควรรู้ว่ะ ” ดงอูโยนเอกสารบางอย่างให้กับเพื่อนรักที่เพิ่งเข้ามาใหม่


“ ขออ่านก่อนนะ ” อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ใครสักคนเข้าใจความจริงที่อยู่ในกระดาษเพียงไม่กี่ใบ แต่เพราะว่าก่อนหน้านี้ซองยอลเคยเจอซองกยูบ่อยมากทั้งที่มหาลัย และที่บ้าน “ พวกมึงกำลังจะบอกกูว่า กยูริ คือ ซองกยูงั้นหรอ ” แต่เขาก็ต้องอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบ ไม่ใช่ไม่เข้าใจแต่เพราะเขาพยายามหาข้อมูลมาแย้งเพื่อนรักทั้งสองที่กำลังพยายามยัดเยียดให้เขาเชื่อทุกอย่างที่อยู่ในมือเขา “ ไม่อยากจะเชื่อเลยให้ตายเหอะ พวกมึงรู้เรื่องนี้นานแล้วหรือยังว่ะ ”


“ หลังจากที่ซองจงเปิดตัวกยูริได้อาทิตย์เดียว... ” มยองซูคลี่ยิ้มกว้างก่อนจะวางรูปซองกยูในมือลงบนโต๊ะ


“ โฮ่.. พวกมึงนี่ร้ายมากนะ ทำไมกูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย ”


“ มยองมันคิดว่าอาจจะเป็นมึงที่หลุดทำให้ซองกยูรู้ว่าพวกเรารู้ความจริงแล้วอะดิ ” เพราะท่าทางโวยวายของเพื่อนรักทำให้ดงอูพูดขัดคอขึ้นมา


“ ถ้างั้น... มาบอกกูทำไม?? ”


“ เพราะมึงจะได้เลิกคิดว่ากยูริกับซองจงเป็นแฟนกันสักทีน่ะสิ จะได้เลิกทำหน้าเป็นตูดเวลาเจอซองกยูของกูสักที ” เพราะท่าทางของซองยอลที่แสดงออกชัดเจนว่าเขาเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกยูริและซองจงนั้นเป็นมากกว่าเพื่อนกันมาตลอด เดือดร้อนให้เพื่อนรักทั้งสองพูดความจริง เจ้าตัวจะได้ทำตามหัวใจตัวเองสักที...


“ ซอง กยู ของ มึง?? ” ทั้งดงอูและซองยอลพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


“ จริงๆแล้วพอได้เห็นซองกยูในเวอร์ชั่นสาวสวยก็ทำให้เราเห็นอะไรขาวๆ... ในตัวน้องแบบที่เราไม่เคยเห็นเหมือนกันนะ ” ยิ่งเห็นสีหน้าของมยองซูยิ่งทำให้ซองยอลเพิ่มเลเวลการก่อนกวนขึ้นเรื่อยๆ


“ อ่ะๆ... ดูแต่ตามืออย่างต้อง นี่ของมยองซู ” พูดจบมยองซูก็หยิบรูปซองกยูบนโต๊ะแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เพื่อนรักทั้งสองหัวเราะร่วนอยู่ข้างหลัง


ไม่เพียงแต่เขาจะรับรู้ว่ากยูริเป็นผู้ชาย แต่หนึ่งสิ่งที่เขารู้มาโดยตลอดก็คือซองกยูมีแฟนแล้วผู้ชายคนนั้นตอนนี้อยู่ต่างประเทศที่บ้านของทั้งคู่เปิดโรงฝึกเทควันโดเหมือนกัน เรียนคณะเดียวกัน และที่มหาวิทยาลัยเดียวกันอีกต่างหาก ซองกยูและแฟนมีอะไรๆที่เหมือนกันอยู่หลายอย่างทำให้บางทีมยองซูก็กลัวว่า ทุกอย่างที่ซองกยูกำลังรู้สึกกับตัวเองนั้น อาจจะเป็นแค่อาการเหงาเท่านั้น..





…. T W O K I M ….





เรื่องราวภายในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการพูดคุยของเพื่อนรักทั้งสามอย่างต่อเนื่อง หลากหลายเรื่องที่ทำให้ทั้งสามยิ้มและหัวเราะไปพร้อมๆกันจนมาถึงคำถามของซองจงที่สามารถทำให้คนทั้งโต๊ะเงียบลงได้ มันเป็นเรื่องที่เขาเองเฝ้าสังเกตมาตลอด เป็นเรื่องที่เพื่อนรักของเขาไม่เคยปริปากบอกเลยแม้แต่น้อย บางทีการไถ่ถามออกไปแบบนี้ก็ใช่ว่าอยากจะรู้ แต่มันเป็นการเปิดทางให้เพื่อนได้ระบายบางสิ่งบางอย่างที่เก็บไว้ในใจออกมาด้วย..


“ คำถามบางคำถามก็มีตัวเลือกมากกว่าหนึ่ง.. แต่มีแค่ตัวเลือกเดียวที่จะถูกเลือกไม่ใช่หรอ ” บางทีเพราะซองจงใช้เวลาอยู่กับซองกยูมากกว่าอูฮยอนเขาเลยเป็นคนถามคำถามพวกนี้กับเพื่อนรักเอง


“ โฮวอนไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ.. ” เพราะอูฮยอนติดต่อกับโฮวอนตลอดในช่วงที่เขาอยู่ฮ่องกง และก็เป็นอูฮยอนอีกเหมือนกันที่สนับสนุนโฮวอนมากกว่ามยองซู “ โฮวอนรู้ว่าแกเป็นซองกยู.. แต่มยองซูรู้ว่าแกคือกยูริ.. มันต่างกันตรงนี้นะอย่าลืม ”


“ แกอาจจะทำดีกับคนสองคนได้ แต่แกรักคนสองคนไปพร้อมๆกันไม่ได้หรอกนะ.. ต้องเลือกแล้วแหละ ” ซองจงไม่คิดจะบีบคั้นให้ซองกยูเลือกใคร แต่เขาต้องการแค่ให้ซองกยูเลือกสักคน “ แกควรจะเลือกแค่คนเดียว... ”


“ ฉันหาคำตอบ.. ให้กับเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว ”


“ แกไม่ต้องบอกพวกฉันหรอกว่าคำตอบคืออะไร แค่ทำมันก็พอแล้ว ” ถ้าปล่อยให้อูฮยอนเป็นคนพูดคงจะรวบรัดให้ซองกยูเลือกโฮวอนอีกแน่ๆ ซองจงเลยพยายามตัดบทให้หัวข้อสนทนานี้จบลงไวๆสักที


“ ว่าแล้วว่าต้องเจอทุกคนที่นี่!! วันนี้ที่สวนสนุกมีโปรโมชั่นไปหกจ่ายห้า ไปด้วยกันเถอะนะ กยูริ.. ซองจง.. ตัวเล็ก.. ” เสียงของดงอูนำมาก่อนตัวอีกเช่นเคย ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเขามากับใคร เพราะทุกคำพูดที่ได้ยินได้ชี้แจงไปหมดทุกอย่างแล้ว





.


.


.




Story Never End


• • • • • • • • • • • • • • • • • • • •



Talk : ตอนแรกตั้งใจลงวันเว้นวัน.. แต่เพราะว่าตอนนี้คอมพ์นอนอยู่ร้านซ่อม
ตัวฟิคที่แต่งไว้อยู่ในนั้น.. เราก็รอนะกะว่าจะเอาที่แต่งไว้มาลง แต่ว่ามันนาน
เลยตัดสินใจแต่งใหม่ เอาแค่พอจำได้ลงก่อน ไม่งั้นตอนท้ายๆจะเยอะเกินไป
ภาษาไม่ได้เกลาอะไรเลย เพราะรีบจริงๆ จำเนื้อเรื่องพาร์ทนี้ได้คร่าวไ
เลยออกมาเป็นแบบนี้ ฮ่าๆ
มันดูน้อยเนอะว่าไหม.. นั่นน่ะสิ เพราะจำได้แค่นี้ไง 5555


ขอบคุณที่หลงเข้ามานะคะ ♥ เอ็นจอยรีดดิ้งนะ :)

edit↓ top↑

[FIC] Because of Gyu ✻ Myungsoo x Sunggyu (Part3)

[FIC] Because of Gyu
Author: Pailin
Couple: Kim myungsoo x Kim sunggyu ft.infinite






02sNqP.jpg

Pairing : MyungGyu , HoGyu , YeloJong , TwoWoo






“แค่ได้รักเธอต่อไป เพราะทำอย่างไรก็ห้ามใจไว้ไม่ได้..”




-3-







Howon : เจอกันหน่อยได้ไหม
Sunggyu : กลับมาแล้วทำไมไม่บอก
Howon : รู้มาจากพี่อูฮยอนสินะ? มาเถอะผมรออยู่ที่ร้านพี่เขานี่แหละ ห้ามเปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะผมอยากเห็นพี่ตอนแต่งเป็นผู้หญิง
Sunggyu : รู้จากนามูเหมือนกันสินะ? คึคึ


นานแล้วที่ซองกยูไม่ได้รับการติดต่อจากโฮวอน เขารู้เพียงแค่โฮวอนต้องไปดูแลกิจการโรงฝึกเทควันโดของที่บ้านในต่างประเทศ ระยะทางที่แสนไกล กับช่วงเวลาที่ต้องห่างกันเขาไม่เคยสร้างความหนักใจให้โฮวอนเลยแม้แต่น้อย รับรู้และเข้าใจในสิ่งที่โฮวอนทำมาตลอด เพราะเวลาสองปีที่คนทั้งคู่ได้คบหาดูใจกันมานั้นทำให้เขาไว้ใจในตัวโฮวอนมาก เขาไม่เคยถูกนอกใจ และตัวโฮวอนเองก็ไม่เคยแสดงทีท่าว่าจะมองคนอื่นนอกจากเขาเช่นกัน


ความรักของทั้งคู่ดูจะสงบสุขเหมือนๆคู่อื่นถ้าไม่ติดเรื่องพ่อของซองกยูพยายามขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้ทั้งคู่คบกัน โดยที่ท่านไม่บอกแม้แต่เหตุผล หรือความจำเป็นที่ห้ามไม่ให้คบกันเลย ใช่ว่าซองกยูจะดื้อรั้น แต่สำหรับเรื่องที่ท่านจะให้เลิกกับโฮวอนโดยไร้เหตุผลเขายอมไม่ได้จริงๆ ..


แต่ถ้าบางทีท่านบอกสาเหตุที่ท่านทำทั้งหมดว่าเพราะอะไร ซองกยูอาจจะล้มเลิกความตั้งใจที่จะคบกับโฮวอนและคงไม่หนีออกจากบ้านมาแบบนี้ด้วย


“ นี่... ” นิ้วเรียวจิ้มไปที่ไหล่หนาจากด้านหลังเบาๆ


โฮวอนหันหลังกลับไปมองเสียงที่คุ้นเคยช้าๆ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคิมซองกยูแฟนที่คบกันมาแล้วสองปีของเขาเอง แต่เขาแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่านี่คือซองกยูจริงๆ ผิวขาวเนียนราวน้ำนมไร้รอยตำหนิใดๆ ใบหน้าเล็กเรียวได้รูป เครื่องหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ ผมยาวดัดเป็นลอนถูกรวบไว้ด้านหลัง เรือนร่างที่งดงามคล้ายกับผู้หญิงจริงๆก็ว่าได้สวมชุดรัดกุมมองมุมไหนก็ดูเรียบร้อยไปสะหมด


“ ยิ้มอะไร? โฮวอนอา... ” เมื่อเขาเห็นรอยยิ้มกว้างบนหน้าโฮวอน ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทางเขินอายออกมา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าโฮวอน


“ สวยกว่าที่คิดไว้แหะ.. ว่าแต่พี่สาวคนสวยชื่อซองกยูริใช่ไหมครับ ”


“ จะบ้าหรอ ทำเป็นพูดเล่นไป ” ยิ้มน้อยๆที่เด่นชัดบนใบหน้าซองกยู เรียกเสียงหัวเราะให้คนทั้งโต๊ะได้เป็นอย่างดี


“ วันนี้อากาศดีมาก.. ไม่ใครว่าอะไรใช่ไหมถ้าผมขอยืมตัวพี่กยูริไปเดินเล่นด้วยหน่อย ” โฮวอนถามทุกคนในโต๊ะก่อนจะจูงมือซองกยูออกมาจากร้านโดยไม่ฟังคำตอบของใครทั้งนั้น


ถึงแม้จะผ่านช่วงฤดูหนาวมาหมาดๆแต่บรรยากาศโดยรอบก็ยังคงหนาวเย็นอยู่ มีเพียงต้นไม้ใบหญ้าทั้งสองข้างทางที่กำลังผลัดใบ เปลี่ยนสีกันยกใหญ่ ฤดูใบไม้ร่วงถือว่าเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุดภายในปีนั้นๆเลยก็ว่าได้ อากาศแจ่มใสบวกกับอุณหภูมิที่เย็นกำลังดี ถนนทั้งสายที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้สีแดง สีส้ม สีเหลือง.. เป็นฤดูที่โรแมนติกมากจริงๆ


โฮวอนพาซองกยูมายังสนามเด็กเล่นที่ประจำของพวกเขา ซึ่งตอนนี้อาจจะดูเก่าไปบ้างเพราะไม่มีผู้คนเข้ามาใช้บริการ มองชิงช้าที่เคยนั่งด้วยกัน ม้าหมุนที่เคยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้คนทั้งคู่ก็พลุและพังเกินกว่าจะกลับไปนั่งมันได้อีก มีเพียงโต๊ะม้าหินเท่านั้นที่ยังแข็งแรงพอที่จะนั่งพักได้


“ พี่ต้องทำงานที่นั่นเพราะผมงั้นหรอ ผมทำให้พี่ลำบากหรือเปล่า ” โฮวอนถามขึ้นเพราะทุกเรื่องที่เกี่ยวกับคนตรงหน้าถูกอูฮยอนเล่าให้เขาฟังสะหมดเปลือก


“ ไม่หรอก.. อย่าคิดมากสิ ” เพราะถึงตอนนี้ทุกอย่างที่เขากำลังทำอยู่เขายินดีทำในทุกๆเรื่อง และเต็มใจที่ได้พบเจอกับทุกคนรวมถึงมยองซูด้วย.. “ อย่างน้อยๆก็ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ที่หาไม่ได้จากวิชาเรียนการแสดงจริงไหมล่ะ ” ซองกยูมอบรอยยิ้มอบอุ่น เป็นท่าไม้ตายที่ตัวเองชอบทำบ่อยๆเวลาเรียกร้องความมั่นใจจากใครสักคน


“ พี่หน่ะ.. อย่าน่ารักกับคนอื่นแบบที่น่ารักกับผม อย่าคุยกับคนอื่นแบบที่คุยกับผม อย่ามองอย่าสบตาคนอื่นแบบที่พี่มองมอง พี่สบตากับผม ได้ไหม.. ” เพราะความน่ารักของคนตรงหน้าที่เขาเองก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าซองกยูไปทำแบบนีต่อหน้าคนอื่นแล้วเขาคนนั้นจะไม่ตกหลุมรักซองกยูริได้อย่างไง


“ หวงด้วยหรอ.. ธรรมดาไม่เห็นเป็นแบบนี้นิ ”


“ คือมันไม่ใช่แบบนั้น พี่ก็รู้ใช่ไหมว่าผมเป็นคนปากแข็งแล้วก็คิดว่าพี่จะรู้ว่าผมเป็นคนยังไง ทำไมจะไม่หวงละ ผมรู้สึกดีกับพี่ตลอด ผมเป็นห่วงพี่ แล้วก็เป็นห่วงมากกว่าตอนที่อยู่ใกล้กันอีก ” ระยะทางกับความห่างไกลที่คนทั้งคู่กำลังเผชิญอยู่ มันทำให้ในหัวของเขาเกิดเรื่องราวที่เหนือความคาดเดาเยอะแยะไปหมด ถ้าคนน่ารักตรงหน้าต้องไปทำท่าทางน่ารักกับคนอื่นจริงๆ... อีโฮวอนจะทนนั่งดูอยู่เฉยๆได้อย่างไง


“ เข้าใจแล้วล่ะ... ” แค่เพียงรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าเท่านั้นที่ตอนนี้ซองกยูสามารถมอบให้โฮวอนได้ ท่าทางที่ดูมั่นคงตรงกันข้ามกับสภาพจิตใจที่หวั่นไหวโดยสิ้นเชิง


“ ผมไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมทำอะไรผิดไปพี่ต้องให้อภัยผมนะ ” เพราะเขาได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะเดินไปสู่อนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้แต่ภาวนาให้ซองกยูเข้าใจเขาเมื่อถึงวันนั้นวันที่ซองกยูรับรู้เหตุผลของการกระทำนั้น


“ เราผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเยอะ.. ไม่มีความผิดไหนที่ให้อภัยไม่ได้หรอก ” เพราะเรื่องราวที่อยู่ในใจของเขามันดูจะผิดร้ายแรงกว่าเรื่องราวของโฮวอนอยู่มาก เขาจึงเลือกที่จะพูดออกไปแบบนั้น


“ พูดเหมือนตัวเองก็ทำผิดอยู่อย่างนั้นแหละ? ” โฮวอนกระชับมือนุ่มนิ่มไว้แน่นก่อนทั้งคู่จับจูงมือกันเดินออกจากสนามเด็กเล่นแห่งนี้ “ กลับกันเถอะ พรุ่งนี้ผมต้องบินกลับฮ่องกงแต่เช้า ” เพราะรู้สึกสบายใจที่ได้จับมือเดินกันไปแบบนี้ อากาศรอบๆตัวเลยดูสดชื่นกว่าที่เคย “ ว่าแต่.. พี่ไปทำผิดอะไรไว้ ” เมื่ออารมณ์ดีขึ้นมากคำถามที่ไม่ได้ผ่านการยั้งคิดก็หลุดออกมาจากปาก


“ เปล่าสะหน่อย... ” คำตอบบางเบาจากปากซองกยูก็หลุดออก แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่หวังให้คนข้างกายได้ยินมัน






…. T W O K I M ….







“ อ่ะคุณจีซู.. มาหาบอสหรอครับ? ” เสียงพนักงานหนุ่มดังขึ้นหน้าร้าน แต่แปลกตรงที่ไม่มีเสียงของผู้ที่ถูกไถ่ถามตอบกลับมา “ น่าจะอยู่ในห้องทำงานนะครับ ” เมื่อเห็นว่าจีซูไม่สนใจคำถามของตัวเอง พนักงานหนุ่มเลือกที่จะให้คำตอบแก่เธอ แต่เธอก็ไม่สนใจเหมือนเดิมเช่นกัน


“ มยองซูอยู่ไหม.. คุณกยูริ ” จีซูเดินเข้ามาภายในร้านตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ข้างๆเก้าอี้ตัวที่กยูรินั่งอยู่เพื่อถามเธอ จีซูจงใจที่จะเข้ามาถามกยูริ เจาะจงว่าต้องเป็นกยูริที่ให้คำตอบแก่เธอ


“ ไม่ทราบค่ะ... ” ตั้งแต่เย็นมากยูริยังไม่เจอมยองซูเลย แม้แต่เสียงก็ยังไม่ได้ยิน


“ เห็นตามติดกันเป็นเงาตามตัวก็คิดว่าจะรู้ว่ามยองซูไปไหน ” คำพูดจิกกัดพรั่งพรูออกจากปากของซูจีไม่ขาดสาย


“ เอ๋..? ”


“ เพื่อน!!!! ของคุณไม่ได้อยู่แถวนี้หรอกครับ เชิญ..คุณไปหาเพื่อน!! ที่ห้องทำงานนู้นเถอะ ” ซองจงเดินเข้ามาโอบไหล่ของกยูริไว้หลวมๆก่อนจะพูดประชดประชันจงใจเน้นคำว่า เพื่อน! ให้จีซูรู้สึกตัวเอง ว่ามยองซูวางเธอไว้ในระดับไหน


“ ชริส์.. ” จีซูสะบัดหน้าให้ทั้งซองจงและกยูริก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานของมยองซูไป


ประตูห้องที่ยังเปิดอยู่เล็กน้อยก็มีเท้าหน้าเล็กๆของเจ้าแมวตัวอ้วนดันประตูให้เปิดกว้าง ก่อนมันจะแทรกตัวออกมาจากประตู ซองจงเห็นจินเดินออกมาจากห้องก็อดขำไม่ได้ “ อ๊า... จิน ทำไมหรอในห้องมันร้อนรุ่มถึงขนาดว่าจินอยู่ไม่ได้เลยหรอ ” ซองจงเข้าไปอุ้มจินขึ้นมาไว้กับตัวก่อนจะตั้งใจปิดประตูให้เสียงดังเพื่อประชดสองคนที่อยู่ภายในห้อง “ มานี่ดีกว่าเนอะมาหาพี่กยูริดีกว่า.. เจ้านายจินไม่รักแต่พี่กยูริรักจินเสมอน้า ” ซองจงอุ้มจินมาวางไว้บนเคาน์เตอร์บาร์ที่กยูรินั่งอยู่


“ ซองจงอา.. ไปแซวคุณจีซูเธอทำไม ”


“ ยัยนั่นหน่ะ.. สมควรจะสำนึกบ้างว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในฐานะอะไร ” ช่วงหลังๆมานี่จีซูแสงออกชัดเจนว่าเธอหึงหวงมยองซูกับกยูริเอามากๆ ทุกครั้งที่เธอเข้ามาพูดกระแนะกระแหนกยูริ ซองจงเป็นต้องออกตัวปกป้องเพื่อนรักเสมอ


“ ไปแต่งตัวกันดีกว่าเนอะจิน.. ” กยูริเลือกจะไม่ฟังในสิ่งที่ซองจงพยายามพูด “ ปล่อยซองจงคนบ้าไว้ที่นี่แหละเนอะ ” ในทุกเย็นของทุกๆวันงานประจำของซองกยูคือการแปลงโฉมตัวเองให้ดูเป็นผู้หญิงเต็มตัว จากที่ช่วงกลางวันอาจจะใส่แค่วิกผมกับทาลิปนิดหน่อย แต่กลางคืนที่ต้องขึ้นไปอยู่บนเวทีต่อหน้าผู้คนมากมายก็ต้องผ่านการแต่งแต้มเครื่องสำอางกันสักหน่อย





…. T W O K I M ….





ประตูห้อง 020 ถูกเปิดออกก่อนที่สาวสวยอย่างจีซูเดินออกมาจากห้องพร้อมๆกับเจ้าของห้องที่เดินออกมาส่งถึงประตูหน้าห้อง เพราะมองจากทางหางตาเธอเห็นกยูริยืนอุ้มจินที่กำลังปิดประตูห้อง 019 ออกมาพอดี เธอเลยแกล้งเขย่งปลายเท้าเพื่อให้ปากของตัวเองอยู่ในระดับที่ประกบกับริมฝีปากมยองซูได้พอดี เรียวลิ้นบางแลบเลียริมฝีปากของร่างหนาเป็นเชิงเชิญชวน มือสวยบีบแขนกำยำจนขึ้นรอย..


“ จิน จะกระโดดลงไปทำไม ไม่เจ็บหรือไง ” ลูกแมวตัวอ้วนในอ้อมกอดของกยูริกระโดดลงมาที่พื้นทำให้เธอโวยวายเสียงดังขึ้นขัดจังหวะชายหญิงที่กำลังพลอดรักกันอยู่


“ หึ... ” เสียงหัวเราะของจีซูแทบจะกลืนหายไปลำคอ มันเบาสะจนคนข้างๆไม่ทันได้ยินด้วยซ้ำ “ จีซูลงไปรอคุณข้างล่างดีกว่า.. ” รอยยิ้มร้ายที่เธอส่งให้กยูริบ่อยๆก็เกิดขึ้นบนหน้าเธออีกครั้ง “ สวัสดีตอนเย็นจ่ะ.. ซองกยูริ! ” จีซูลอยหน้าลอยตาพูดกับกยูริจนน่าหมั่นไส้


มยองซูที่ยืนอยู่หน้าห้องก็ไม่ต้องพูดถึงเขาทั้งตกใจและมึนงงไปพร้อมกัน เขาไม่คิดว่าจีซูจะเล่นแรงแบบนี้ ไม่คิดว่ากยูริจะเห็นทุกการกระทำระหว่างเขากับจีซู กยูริเองก็ตกใจไม่แพ้กัน.. เธอเห็นจีซูเดินออกมาจากห้องมยองซูโดยที่มยองซูนุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวท่อนบนของร่างกายเปือยเปล่าไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่าทั้งสองคนทำอะไรกันภายในห้องก่อนจะเดินออกมาจูบลาหน้าห้องแบบนี้


“ เดี๋ยวก่อน ” กยูริรีบร้อนอุ้มจินขึ้นมาแล้วหันหลังเตรียมจะเดินออกจากสถานการณ์ที่แสนจะอึดอัดนี้ มยองซูจึงเลือกจะรั้งข้อมือเล็กไว้ “ ฉันแต่งตัวโป้แค่นี้ ทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ ” แก้มใสๆของคนตรงหน้าขึ้นสีชวนให้น่าหลงไหล “ เอ่... หรือว่าเธอชอบฉันกันแน่ ” มยองซูยื่นหน้าเข้าไปกระซิบเบาๆข้างๆหูเธอ ยิ่งทำให้พวงแก้มของคนน่ารักขึ้นสีแดงชัดเจน


“ เปล่านะ.. นายนั้นแหละชอบฉันหรือไง ทำไมถึงแกล้งฉันอยู่ได้ ” มยองซูที่ดูระริกระรื่นอยู่เมื่อครู่หายไป เขากลับก้มหน้าลงพรางใช้ความคิด มือที่รวบข้อมือเล็กอยู่ก็พลอยคลายความแน่นลง


“ ฉันเปล่า... ” เพียงแค่คำปฏิเสธของมยองซูดังขึ้นกยูริก็สะบัดมือหนาออกจากข้อมือของตัวเองออก


เธอรีบร้อนเดินลงบันไดไปในทันที อาการที่เธอเป็นตอนนี้มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจของเธอต้องการอะไร และเธอสมควรจะทำอย่างไรต่อไป หยดน้ำใสๆที่กำลังเอ่อล้นออกจากตาเรียว ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของเธอ ว่าเธอชอบมยองซูเข้าแล้วจริงๆ...




…. T W O K I M ….




การแสดงต่างๆของวงดนตรีสดเรื่องขึ้น หน้าเวทีที่ดูครึกครื้นต่างจากหลังเวทีโดยสิ้นเชิง ห้องเล็กๆที่มีเพียงสาวน้อยมือเปียโนนั่งรอคิวแสดงของตัวเองอย่างเบื่อหน่าย


“ เห่อ..” ในระหว่างที่รอขึ้นแสดงกยูริถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เธอเลือกที่จะพ้นความรู้สึกแย่ๆของตัวเองให้ออกมาพร้อมๆกับลมหายใจ.. นาฬิกาก็เดินช้าเหลือเกิน กว่าจะผ่านไปแต่ละนาทีช่างยากเย็น


“ ถอนหายใจทำไม? เหนื่อยมากงั้นหรอที่ต้องมานั่งเสแสร้งแกล้งทำ เธอหน่ะอยากแย่งมยองซูไปจากฉันใจจะขาดไม่ต้องมานั่งทำท่าเรียบร้อยแบบนี้ก็ได้ ฉันอยากเจอคู่แข่งที่สูสีกันมากกว่าคู่แข่งที่ไม่ว่าจะมองมุมไหน.. ฉันก็ชนะเห็นๆแบบนี้ ” ถึงไม่หันไปมองก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร แม้ว่าจีซูจะชอบกระแนะกระแหนเธอมากแค่ไหนแต่จีซูก็ไม่เคยพูดแรงเท่าครั้งนี้มาก่อน


“ ฉันไม่เคยคิดจะแย่งนายนั่นกับคุณ ” เพราะไม่อยากให้มีปัญหาตามมาทีหลังกยูริเลยเลือกจะเดินหนีผีบ้าอย่างจีซูมากกว่าต่อล้อต่อเถียงแบบที่ซองจงทำ


จีซูสาดวิสกี้ในแก้มที่ตัวเองถือมาใส่หน้ากยูริเต็มแรง ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะด้วยอาการโมโห “ เธอจำไว้นะ! ฉันกับมยองซูเราเป็นมากกว่าแฟนกันมาตั้งแต่ก่อนเธอเข้ามาสะอีก ”


“ จีซู คุณอยู่ที่นี่หรือเปล่า ” เสียงมยองซูรอดเข้ามาในห้องก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏตัวขึ้น ภาพตรงหน้าที่เห็นคือกยูริที่เปียกมะล่อกมะแล่ก กับจีซูที่ยืนควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองตรงหน้ากยูริ “ มันเกิดอะไรขึ้น คุณทำอะไรเธอ ” มยองซูตะคอกใส่หน้าจีซูก่อนจะบีบแขนเล็กแน่นจนขึ้นรอยสีแดงเป็นจ้ำ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดออกมาจากปากของจีซูเลยแม้แต่น้อย


“ ฉันขอตัวก่อนนะ ” กยูริเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบภายในห้อง


“ เดี๋ยว!! ” เป็นอีกครั้งที่มือหนารวบเอาข้อมือเล็กไว้ในกำมือของตัวเอง


“ นายบอกว่าไม่ได้ชอบฉัน ก็ช่วยทำตัวให้เหมือนผู้ชายที่ไม่ได้ชอบฉันด้วย.. ” วิสกี้บนหน้าผสมกับหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง สำหรับคนที่เพิ่งเจอเรื่องร้างแรงแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต กยูริไม่สามารถจะกลั้นมันไว้ได้จริงๆ เธอวิ่งออกจากร้านไป ไม่ฟังแม้แต่เสียงร้องเรียกของมยองซู




…. T W O K I M ….






สวนสาธารณะอีกฝั่งของถนนคือเป้าหมายของกยูริ เธอรีบร้อนออกมาจากร้านโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น แค่เพียงอยากอยู่เงียบๆคนเดียว หลีกหนีความวุ่นวายที่เธอได้รับในระยะเวลาเกือบสองเดือนมานี้ ให้เวลากับตัวเองได้อยู่กับธรรมชาติ นั่งมองเงาแสงไฟที่ตกกระทบกับผิวน้ำ อุณหภูมิรอบตัวก็เย็นกำลังดี อากาศบริสุทธิ์ภายในสวนสาธารณะช่วยให้ผ่อนครายได้จริงๆ


“ บิงโก!! ฉันหาเธอเจอ ฉันหาเธอเจอจนได้ ” เสียคุ้นหูของใครบางคนดังขึ้น แต่มันไม่ได้ทำให้เธออยากหันกลับไปมองแม้แต่น้อยเพราะเขาเป็นต้นเหตุให้เธอต้องมายืนร้องไห้ในสวนแห่งนี้ “ นี่.. ซองกยูริ เธอได้ยินฉันไหม กยูริต้า.... ได้ยินไหม ” มยองซูที่วิ่งกระหืดกระหอบอยู่หน้าสวนสาธารณะตะโกนดังขึ้น


“ มาวิ่งตามหาคนอื่นอยู่ทำไม.. ไม่อยู่ดูแลแฟนของนายต่อล่ะ ” มยองซูยืนมองหน้าสาวน้อยตรงหน้าตัวเองนิ่ง ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากเขาทั้งสิ้น “ ฉันถามนาย ทำไมไม่ตอบ? ”


“ จะให้ตอบเรื่องไหนก่อนล่ะ... เรื่องที่เขาไม่ใช่แฟน หรือเรื่องที่เธอไม่ใช่คนอื่น ” มือหนากอบกุมพวงแก้มใสไว้ในอุ้มมือก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาบนหน้าของกยูริอย่างเบามือ..




.


.


.




Story Never End


• • • • • • • • • • • • • • • • • • • •



Talk : ตอนนี้แอบเหมือนละครน้ำเน่าไทย... คือแบบยังไงอะคนแต่งเป็นคนไทยน่ะ 555
มันต้องมีบ้างใช่ม้าาา นั่งทำงานจนลืมเลยว่าวันนี้จะลง พาท3..
รู้สึกเหมือนไม่ค่อยมีคนอ่านแหะ แต่ไม่เป็นไร
เพราะไงก็ตั้งใจว่าจะลงจนกว่าจะถึงวันเกิดน้องกยูอยู่แล้ว
ขอบคุณคนอ่านทุกคนนะคะ -///-


ขอบคุณที่หลงเข้ามานะคะ ♥ เอ็นจอยรีดดิ้งนะ :)

edit↓ top↑

[FIC] Because of Gyu ✻ Myungsoo x Sunggyu (Part2)

[FIC] Because of Gyu
Author: Pailin
Couple: Kim myungsoo x Kim sunggyu ft.infinite







02sNqP.jpg

Pairing : MyungGyu , HoGyu , YeloJong , TwoWoo




“ แปลกแต่จริง.. บอกฉันสิว่าทุกอย่างไม่ใช่ฝัน ”



-2-







“ อืม... ” แสงแดดที่รอดผ่านประตูกระจกเข้ามา ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างขึ้น อุณภูมิภายในห้องก็อบอุ่นกว่าเมื่อคืนไม่น้อย บรรยากาศที่น่านอนแบบนี้บวกกับเสียงเปียโนที่แสนหวานทำให้เขายังนอนจมอยู่กับกองผ้าห่มอยู่บนเตียงไม่ยอมตื่น “ เสียงเปียโน!! ” มยองซูลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ เพราะหลังจากที่พี่สาวของเขาเสียไปเปียโนไม้หลังใหญ่ตัวนั้นก็ไม่มีใครแตะต้องมันในตอนกลางวันอีกเลย เขาลุกขึ้นเดินเข้าห้องอาบน้ำแล้วทบทวนเรื่องราวทุกอย่างที่ผ่านมาเมื่อคืน


น้ำอุ่นที่ไหลผ่านทุกส่วนของร่างกาย ช่วยให้เขารู้สึกความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น “ อ่อ... กยูริต้า ” เขานึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนชื่อของเครื่องดื่มที่เขาเป็นคนตั้งขึ้นก็สว่างเข้ามาในหัวทันที มันดูพิเศษมากกว่าเดิมถ้าจะมีค็อกเทลรสชาติกลมกล่อมๆสักชนิดนึงที่มีชื่อเหมือนมือเปียโนของร้าน จริงๆแล้วมันก็แค่มาร์การิต้าดีๆนี่เอง เพียงแค่เขาเปลี่ยนชื่อมันสะใหม่ มันเลยกลายเป็นเมนูพิเศษในค่ำคืนพิเศษได้ เรื่องการตลาดคิมมยองซูนี่ไม่เคยพลาดอยู่แล้ว


การที่คนเราได้พบเจอเรื่องประหลาดหลายๆเรื่องพร้อมกัน บางทีสมองอาจเข้าใจว่ามันคือความฝัน...


กับคนที่ไม่คิดจะมีความรัก แต่ดันตกหลุมรักใครคนนึงได้ง่ายๆ ไม่สนเลยว่าเขาคนนั้นจะเพศอะไร หรือแม้กระทั่งว่าจะได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่สองไหม ความวุ่นวายใจทั้งหมดในโลกนี้กำลังจะหายไปเพียงเพราะความคิดที่จะตัดใจ แต่ความบังเอิญก็พาให้มาเจอกับสาวน้อยที่หน้าตาละม้ายคล้ายกับคนๆนั้นราวกับถอดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน เธอเข้ามาสมัครเป็นมือเปียโนของร้าน เธอเข้ามาอยู่ห้องข้างๆ เธอเข้ามาเป็นจุดโฟกัสของสายตาเขาโดยที่เขาเอง... ก็ไม่รู้ตัว


ความวุ่นวายใจทั้งหมดบนโลกนี้กำลังกลับมาอีกครั้ง



…. T W O K I M ….



“ เป็นไงบ้างเมื่อคืนโอเคดีไหม.. กยูริต้า? ” เสียงของมยองซูดังขึ้นขัดจังหวะ พาให้นิ้วเรียวที่กำลังโลดแล่นอยู่บนแป้นเปียโนหยุดชะงักลง


“ เอ๋! กยูริต้า? ” กยูริลดมือลงก่อนจะหันไปทางต้นตอของเสียง


“ ฮ่าๆ ก็คิดว่าชื่อกยูริต้าจะทำให้น่ารักขึ้นนะสิ ” ถึงเขาจะพูดคำว่าน่ารักออกไปแบบหน้าตาย แต่มันทำให้แก้มของสาวน้อยที่ได้ฟังแดงขึ้นมาทันที


“ จะดีมาก ถ้าคุณจะเรียกกยูริเหมือนกับคนอื่นๆ ”


“ ถ้าฉันอยากเหมือนคนอื่น.. ฉันจะเรียกเธอว่ากยูริต้าทำไมล่ะ ” เขาทิ้งคำพูดเอาไว้ก่อนจะเดินห่างออกไปด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท ยิ่งทำให้แก้มที่แดงอยู่แล้วขึ้นสีสดหนักกว่าเก่า


“ เห่อะ.. นายมันบ้านายคิมมยองซู ” เสียงเปียโนที่เงียบหายไปก็ดังขึ้นอีกครั้ง ด้วยท่วงทำนองที่เปลี่ยนไปจากเพลงบรรเลงช้าๆหวานซึ้งกลับกลายเป็นเพลงที่มีบีทที่ไวและเร็วขึ้น.. มันเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้เล่นจริงๆ


“ อย่าถือสา พี่มยองซูเลยเขามักล้อเล่นกับลูกน้องแบบนี้เสมอๆแหละ ” ซองจงที่แอบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็พูดขึ้น


“ นานแล้วที่ไม่มีใครมายั่วโมโหแบบนี้ ”


“ นานๆไปเดี๋ยวก็ชินเอง.. ชื่อกยูริต้าก็ไม่เลวใช่ไหม? ” เพราะซองจงรู้ดีว่าท่าทางของมยองซูที่มีต่อผู้หญิงทุกคนเป็นไง แต่กับสาวน้อยตรงหน้าซองขงนี้.. ไม่ใช่ผู้หญิงนี่น่า


“ ซองจงอา.. ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ปากบางๆก็พลอยย่นยู่ไปด้วยอาการโกรธเพื่อนรัก


“ ฮะๆ พอก็ได้ โอเคพอแล้วๆ ”


“ ไปร้านคุณน้ากันเถอะ ฉันมีเรื่องอยากถามคุยกับนามู ” เธอลุกขึ้นยืนท่าทางรีบร้อนก่อนจะหันกลับไปมองที่ประตูห้องทำงานของมยองซู “ ฉันเบื่อตามยองซูนั่นด้วย คนอะไรชอบจับผิดอยู่ตลอดเวลา มองอยู่นั่นแหละ.. ”


“ คิดมากไปเปล่า.. การมองของคนเรามันไม่จำเป็นต้องมีนัยอะไรแอบแฝงหรอกแก พี่เขามองเพราะแค่อยากมองหรือเปล่า ” ยังไม่ทันพูดจบประโยคซองจงก็โดนซองกยูลากออกจากร้านไปสะแล้ว









“ นั่นสิ... ฉันมองเพราะแค่อยากมองเท่านั้นแหละกยูริต้า ” แค่อยากให้ทุกๆการกระทำของคนน่ารักอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา ก็ไม่แปลกที่เจ้าตัวไม่สามารถละสายตาจากกยูริได้เลย


เมื่อความวุ่นวายใจทั้งหมดบนโลกนี้กลับมาหาคิมมยองซูอีกครั้ง มันทำให้เขาเองก็นั่งไม่ติดเก้าอี้เหมือนกันห้องทำงานแคบๆยังมีพื้นที่เหลือให้เจ้าของห้องเดินวนไปวนมาเพื่อหาทางออกของเรื่องนี้อยู่


“ มึงอยู่ไหน ก็มีเรื่องให้ช่วยหน่อย ”


[อยู่ที่ร้านของนามู]


“ ไปทำอะไรที่ร้านน้องวะ?.. เดียวก่อน!! อย่าบอกนะว่า... ”


[เออ!! นั่นแหละๆๆ มีอะไรว่ามามึง]


“ จะให้ช่วยเรื่องกยูริหน่อย ”


[เนี๊ยะน้องเขาอยู่ที่ร้านนามู.. มีอะไรให้ช่วยว่ามา]


“ คืองี้นะมึง... กูรู้สึกแปลกๆมึงช่วยสืบประวัติของกยูริให้ทีได้ไหม เอาแบบละเอียดเลยนะ ”


[ทำไมวะ?!?!]


“ เออหน่า.. กูบอกมึงก็แค่ทำตามปะ? ที่สำคัญเรื่องนี้ห้ามบอกใครนะแม้แต่ซองยอลก็ห้าม ”


[ เออได้ๆ เดียวให้ลูกน้องจัดการ.. มึงจะไม่บอกเหตุผลกับกูหน่อยหรอ ]


“ ไม่ ” เขารีบร้อนกดวางสายไปก่อนที่เจ้าเพื่อนตัวดีจะถามซอกแซกวุ่นวาย


ก็เพราะว่าเขาเองไม่เคยเชื่อ... ว่าซองกยูริคือผู้หญิงจริงๆหน่ะสิ




…. T W O K I M ….



ผ่านไปครึ่งค่อนวันกับการเมาส์อย่างเมามันของซองจง อูฮยอน และกยูริ โดยมีดงอูเป็นคนรับฟัง ย้ายจากคอฟฟี่คาเฟ่ด้านล่าง ขึ้นมาที่ห้องส่วนตัวด้านบนก็แล้วทั้งสามก็ยังไม่หมดเรื่องพูดคุยกันสักที ตั้งแต่เรื่องธรรมชาติดินฟ้าอากาศไปจนถึงเรื่องบนดาวอังคารที่อยู่นอกโลกก็ถูกหยิบยกมาเป็นหัวข้อในการสนทนาของพวกเขาได้


“ โฮวอนได้ติดต่อมาบ้างไหม ” ทั้งโต๊ะนิ่งเงียบไปสักพักเพราะคำถามของซองจง


“ โฮวอน..? ” ดงอูเป็นคนเดียวที่ไม่รู้จักโฮวอนเอ่ยถามขึ้น


“ แฟนของกยูริหน่ะฮะพี่ดงอู ตอนนี้นายนั่นอยู่ต่างประเทศ ” ดงอูพยักหน้ารับคำตอบของซองจง


“ คงยุ่งๆอยู่ เลยติดต่อกันไม่ได้นั่นแหละ ”


เพราะท่าทางบางอย่างของกยูริทำให้วันนี้ทั้งวันดงอูได้แต่เพ่งมองมาที่เธอ ไม่เพียงแค่คำพูดของเพื่อนรักเท่านั้นแต่อาการบางอย่างของเธอเรียกร้องให้ดงอูมองตาม จนเธอเองน่าจะรู้ตัวว่ามีคนกำลังจับตามองอยู่ด้วยซ้ำ ดงอูเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รอผลการตรวจสอบประวัติของเธอเหมือนกัน


“ พี่ต้องขอตัวก่อน ยังไงพี่โทรหานะนามูยา ”


“ ฮะ.. อย่าลืมคิดถึงกันนะ.. เดินทางปลอดภัย ”


คำพูดน่ารักๆหลุดออกมาจากปากของอูฮยอนเรียกเสียงฮือฮาของบรรดาเพื่อนรักได้ดังลั้น เพราะใครๆก็รู้สรรพคุณของนัมอูฮยอนกันเป็นอย่างดี ดูภายนอกอาจจะเป็นคนที่น่ารัก เฟรนด์ลี่กับทุกคน แต่จริงๆแล้วไม่เลยถ้าไม่สนิทกันจริงๆ คงจะไม่ได้รับคำพูดหอมหวานฟังดูลื่นหูแบบนี้แน่ๆ อูฮยอนตกลงที่จะรับดงอูไว้พิจารณา ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้คือช่วงระบะเวลาสั้นๆที่คนทั้งคู่ได้เรียนรู้กัน


“ เกิดอะไรขึ้น? บอกมาให้หมดนะ ” ยังไม่ทันที่ขาของดงอูจะก้าวผ่านพ้นร้าน ซองกยูก็เอ่ยถามคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างเร่งด่วน


“ แค่คุยๆกันอยู่ไง.. พี่เขาก็ดีนะ ” เพราะคำตอบของอูฮยอนอีกเหมือนเดิมที่ทำให้เพื่อนรักทั้งสองเอ่ยแซวกันยกใหญ่


“ ดี.. ก็ดี.. ” ซองจงพูดทวนในสิ่งที่อูฮยอนพูดไปอีกครั้งด้วยท่าทางล้อเรียน


“ ตอบแบบนี้ไม่เหมือนพวกดาราไปหน่อยหรอ ”


“ ฮ่าๆ.... ” เสียงหัวเราะร่วนของคนทั้งสามดังขึ้นภายในห้องกว้าง



…. T W O K I M ….



วันเวลาผ่านพ้นไปทุกๆอย่างเข้าที่เข้าทางมากยิ่งขึ้นซองกยูเริ่มคุ้นชินกับการเป็นกยูริมากขึ้น ไม่เขินอาย ไม่ประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆอีกต่อไป แล้วที่สำคัญที่สุดคือเขาเริ่มชินกับสายตาและท่าทางของนายจ้างที่ชอบจับตามองเขาอยู่ตลอดเวลา ชอบเข้ามาพูดยียวนกวนประสาททุกวันๆ และวันนี้ก็เช่นกัน


ก๊อกๆ..



“ นี่... พาจินไปโรงพยายามบาลสัตว์เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม ” มยองซูใช้มุขเดิมครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อพากยูริออกไปข้างนอก เขาใช้จิน.. ลูกแมวเปอร์เซียตัวอ้วนฉุขนปุยสีขาวมาเป็นข้ออ้างเสมอๆ แล้วก็ไม่แปลกที่กยูริจะตกปากรับคำไปด้วยโดยง่ายเพราะความน่ารักและขี้อ้อนของจินจริงๆ


“ ไปสิขอแต่งตัวแปบนะ ” ประตูห้อง 019 เปิดออกพร้อมเสียงของเจ้าของห้องดังอยู่ภายในห้อง ทิ้งให้มยองซูยืนอุ้มจินอยู่หน้า ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะสนิทกันมากแค่ไหนแต่มยองซูก็ไม่เคยเข้าไปในห้องส่วนตัวของกยูริเลยแม้แต่ครั้งเดียว กยูริเดินออกมาด้วยท่าทางรีบร้อนรับจินที่อยู่ในมือของมยองซูไปอุ้มไว้สะเอง ก่อนจะโยนกุญแจห้องของตัวเองให้มยองซูปิดอีกด้วย “ อ่ะ ไหนดูสิวันนี้จินตัวน้อยเป็นอะไรน้า... ” ภาพของกยูริที่เดินอุ้มจินลงบรรไดไปอยู่ในสายตาของมยองซูตลอด เป็นสิ่งที่เขาเองเริ่มจะคุ้นชินกับมันแล้วเวลาที่ผ่านไปเกือบเดือนแต่ความรู้สึกที่ชัดเจนในใจมันเพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าคนที่รู้จักกันมาเป็นปีๆสะอีก


ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับจินกยูริจะให้ความสนใจกับเรื่องนั้นเสมอ จินกินอะไรหรือยัง? เมื่อคืนหิมะตกจินหนาวไหม? จินลองเล่นเปียโนไหมฉันจะสอนเอง? ทำไมจินถึงป่วยบ่อยแบบนี้ล่ะไม่ดีเลย.. เรื่องที่ต้องพาจินไปโรงพยายามสัตว์ก็เหมือนกันทุกครั้งที่มยองซูชวนกยูริไม่เคยพลาด


“ ส่งจินเสร็จแล้ว เราไปไหนกันดี.. ห้างสรรพสินค้า? สวนสาธารณะ? ”


“ สวนสาธารณะแล้วกัน.. ”


คุณหมอที่โรงพยาบาลจะใช้เวลาในการตรวจไม่เกินสองชั่วโมงในระหว่างนี้ มยองซูและกยูริก็ได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน ทำอะไรร่วมกันอยู่เสมอๆ ต้องยอมรับจริงๆว่าเขาทั้งคู่สนิทกันเร็วมาก..


“ เห่อ.. ” เสียงถอนหายใจเล็กๆที่แทบจะกลืนหายไปกับความเงียบของสวนสาธารณะที่ร้างคน แต่มันสามารถปลุกอีกคนที่กำลังนอนหลับอยู่ข้างให้ลืมตาขึ้นได้


“ ว่าไง.. เบื่อแล้วหรอ ” เขาดันตัวขึ้นก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบกลับมา คงเป็นเพราะคนที่ถูกถามกำลังเพลิดเพลินกับเสียงเพลงในหูฟัง “ นี่! ฟังอะไรอยู่งั้นหรอ ” มยองซูเลือนมือไปสะกิดที่แขนของกยูริยิกๆ


เธอหยิบหูฟังอีกข้างบรรจงใส่ให้มยองซูเบาๆ ใบหน้าเล็กๆของเธอถูกระบายไปด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะหันไปสนใจดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกลอยู่งตรงหน้าตามเดิม เสียงเพลงบรรเลงที่ดังก้องในหูของทั้งคู่คือเพลงจากฝีมือเปียโนของกยูรินั่นเอง


“ เพลงของเธอนี่.. ” เธอพยักหน้ารับแทนคำตอบตอบ “ ใช่เล่นแบบนี้หรือเปล่านะ ” มยองซูยกมือขึ้นกระดิกนิ้วพยายามทำเหมือนตัวเองกำลังบรรเลงเพลงเองอย่างไงอย่างงั้น


“ แบบนี้ตะหาก ” มือนุ่มนิ่มค่อยๆเลื่อนมาว่างทาบลงบนมือหนา ก่อนที่นิ้วเรียวจะกดลงบนนิ้วมือของมยองซูตามโน๊ตเพลงที่ได้ฟัง “ ซ้ายสุดเป็นเสียงเบส ไม่เหมาะกับการจับคอร์ตเพราะฉะนั้นตำแหน่งมือซ้ายที่นายวางอยู่นี้ดีดสองนิ้วพร้อมกันไม่ได้ ” กยูริสอนเขาไปพร้อมๆกับคลี่ยิ้มน้อยๆบนใบหน้า พาให้อีกคนใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ ส่วนขวาสุดจนถึงเซ็นเตอร์นายก็ใส่ลายเมโลดี้ตามโน๊ตเพลงเลย จริงๆแล้วนายเล่นกีต้าร์เป็นก็เล่นเปียโนได้ไม่อยากนี่ ”


“ หึหึ ” คราวนี้เป็นรอยยิ้มกว้างของมยองซูแทน เขายิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูที่มีต่อกยูริผู้ใสสื่อ เธอไม่รู้แม้กระทั่งว่าทั้งหมดที่เขาทำ เพียงเพราะอยากใกล้ชิ้ดเธอ อยากให้เธอกับเขามีเรื่องคุยกันมากกว่านั่งเงียบเหมือนที่ผ่านมา


“ อ่ะ ” เธอสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จากมยองซูเลยรีบร้อนลดมือลง สายตามยองซูตั้งคำถามกับเธอใหญ่โตถึงสาเหตุการกระทำนี้ “ ก็ฉันเป็นผู้หญิงนะ จะให้มาจับไม้จับมือนายนานๆแบบนั้นได้ยังไง ”


“ อ่า... เธอนี่มันจริงๆเลย ” สายตาของเขาก็ยังจดจ่ออยู่แวงดวงอาทิตย์ตรงหน้า ยิ้มกว้างๆที่เกิดขึ้นบนใบหน้าแสดงให้เห็นว่ามยองซูแทบสำลักความสุขออกมา “ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นี่ เดินเข้ามาบอกดีๆก็ให้อยู่ด้วยแล้ว ” เขาเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่เบามาก..


“ ห๊ะ? นายว่าไงนะ ” เสียงพูดของมยองซูเบาเกินไป เกินกว่าคนข้างๆจะได้ยินมัน “ จิน!! ป่านนี้ตรวจเสร็จแล้วละมั้งไปเถอะ ไปรับจินกัน ”




.


.


.




Story Never End


• • • • • • • • • • • • • • • • • • • •



Talk : ฮึ่บบบบบบ \0/


ขอบคุณที่หลงเข้ามานะคะ ♥ เอ็นจอยรีดดิ้งนะ :)

edit↓ top↑

[FIC] Because of Gyu ✻ Myungsoo x Sunggyu (Part1)

[FIC] Because of Gyu
Author: Pailin
Couple: Kim myungsoo x Kim sunggyu ft.infinite
Note: ถ้าได้อ่านอินโทก่อนน่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ...




02sNqP.jpg





“ แปลกแต่จริง... สิ่งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับฉัน”



-1-





“ ช่วยดูที.. ว่ามีอะไรน่าห่วงอีกไหม ” ซองกยูพูดขึ้นด้วยท่าทางกระวนกระวายในขณะที่กำลังยืนมองตัวเองผ่านกระจกอยู่ภายในร้านซาลอน


“ เสียง.. ที่ร้านของน้าเนรมิตให้ทุกส่วนเหมือนผู้หญิงได้ยกเว้นเสียงนะซองกยู ” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมๆกับจานของว่างที่เต็มไปด้วยขนมนมเนยที่นำมาให้ลูกชายอย่างอูฮยอนและเพื่อนๆ


“ แม่ก็.. ดูนี่สิ มาดูสิว่าช่างที่ร้านของแม่ทำอะไรลงไปเนียะ เขาไม่เห็นว่าจะมีซองกยูในห้องนี้เลย แล้วนี่สาวน้อยที่ไหนกันมายืนทำหน้าจิ้มลิ้มอยู่ตรงนี้ ” อูฮยอนรวบเอวคนเป็นแม่ก่อนจะพามาดูสาวน้อยที่กำลังเช็คความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจก


“ ฉันว่ามันมีวิธีอื่นอีกนะ ยกเลิกแผนนี้เถอะ ”


“ ถ้าทุกคนในห้องนี้ไม่พูดก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าแกเป็นผู้ชาย... ไหนขอดูอีกรอบสิ ” ซองจงพูดพร้อมสอดส่ายสายตาไปทั่วร่างอวบตรงหน้า “ เอ๋!! ต้องเพิ่มอะไรตรงไหนอีกไหมนะ ”


ทุกคนแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองด้วยซ้ำว่าสาวน้อยร่างอวบ ในชุดเดรสลายตารางสีดำที่ตัดกับสีผิวที่ขาวเนียนยืนอยู่ตรงหน้าคือซองกยู ไหนจะวิกผมหน้าม้าสีน้ำตาลเข้มที่ถูกจัดแต่งอย่างลงตัวกับใบหน้าสวยๆนั่น เพราะเจ้าตัวเองมีผิวขาวและหน้าหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจะจับแต่งอะไรก็ดูคล้ายกับหญิงสาวไปทุกส่วน ราวกับว่าภายในห้องนี้ไม่มีคิมซองกยูอยู่จริงๆ


“ เอาหล่ะมั่นใจหน่อยสาวน้อย เรามาหาน้าได้ตลอดเวลาเลย ร้านน้ากับร้านเหล้านั่นก็ใกล้กันแค่นี้เอง ” ถึงแม้จะไม่ใช่คนในครอบครัวก็เหมือนใช่ เพราะเขาเองเห็นเด็กสองคนตรงหน้ามาตั้งแต่ยังเล็ก เป็นห่วงเป็นใยซองกยูและซองจงไม่ต่างจากลูกตัวเอง “ อ่ะ!! ส่วนนี้คือของที่เราสมควรมีติดไว้เผื่อฉุกเฉิน ” แม่ของอูฮยอนส่งถุงผ้าสีดำสนิทที่ข้างในมีอุปกรณ์แต่งหน้าและวิกผมที่เฉดสีคล้ายๆกันอยู่สองสามชิ้น ให้ซองกยู


“ ปัญหาอยู่ตรงที่แต่งหน้าเองไม่เป็นฮะคุณน้า ”


“ อย่าลืมสิแกไปกับฉัน คนอย่างอีซองจงทำได้ทุกอย่างอย่ากลัวไปเลย ” เพราะความกังวลที่อยู่ในใจที่เพิ่มมากขึ้น ทุกๆอย่างแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจนสะจนคนรอบข้างสังเกตเห็น “ ฉันแต่งหน้าได้แกรู้ดี ” เป็นซองจงที่รู้จักซองกยูดีกว่าใครๆใช่ว่าเขาทั้งคู่สนิทกันมากที่สุด แต่เพราะซองจงใส่ใจทุกคนรอบข้างของเขาเสมอต่างหาก


“ ขอบคุณนะ ขอบคุณพวกแกสองคนมาก ” จะกี่ปัญหาที่ได้พบเจอก็มีแต่เพื่อนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ “ คุณน้าก็ด้วยขอบคุณจริงๆฮะ ” ซองกยูโค้งขอบคุณให้แม่ของอูฮยอนอย่างนอบน้อม


“ ไปกันเถอะได้เวลาสำรวจความประทับใจของผู้บริโภคแล้ว ” หลังจากยืนดูสถานการณ์อยู่นานอูฮยอนก็ลากเพื่อนรักทั้งสองคนออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วตรงไปยังคอฟฟี่คาเฟ่ชั้นล่างของซาลอนทันที


ปกติบริเวณชั้นหนึ่งพื้นที่ของคอฟฟี่คาเฟ่จะคาคลั้งไปด้วยผู้คนมากมาย ที่รอคิวเข้ารับบริการเสริมความงาม เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองจากร้านแห่งนี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วก็เป็นลูกค้าของซาลอนด้านบน หลายๆคนก็ใช้เวลาว่างตรงนี้เพื่อจิบกาแฟหอมๆกับเบเกอร์รี่อร่อยๆกันที่นี่ มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมอูฮยอนถึงลากเพื่อนรักลงมาที่คอฟฟี่คาเฟ่นี้


เพียงแค่สาวน้อยตัวขาวกับสองหนุ่มร่างบางปรากฏตัวขึ้นก็เรียกร้องความสนใจจากสายตาหลายๆคู่ภายในร้านให้จับจ้องมาที่พวกเขาได้ไม่ยาก อาจจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายถ้าเทียบกับใครหลายๆคน แต่ก็สามารถเรียกได้ว่าเขาทั้งสามคนมีภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูดมากจริงๆ ถึงแม้จะปฏิบัติตัวด้วยท่าทีที่ปกติ แต่สายตาของคนทั้งสามต่างก็แอบสำรวจผู้คนในร้านอยู่ จนทั้งหมดเดินมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ บาริสต้าหนุ่มมองหน้าซองกยูอย่างช่างใจ ด้วยหน้าตาที่คุ้นเคยแต่เพราะการแต่งกายที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเป็นสิ่งกระตุ้นความอยากรู้ให้เขาจ้องมองสาวน้อยตรงหน้าอยู่อย่างไม่วางตา


“ คุณอูฮยอน.. ” เมื่อได้ยินเสียงฝ่ามือของอูฮยอนวางลงบนเคาน์เตอร์ทำให้บาริสต้าหนุ่มหันมาสนใจรับออเดอร์จากเขาในทันที


“ ของฉันขอโกโก้ร้อนนะ ซองจงก็ชาน้ำผึ้งมะนาว ” สิ้นสุดคำพูดของอูฮยอนสายตาของบาริสต้าก็จับจ้องไปที่สาวน้อยเพียงคนเดียวในที่นั้นอีกครั้งเป็นเชิงตั้งคำถาม ส่วนเพื่อนตัวดีทั้งสองก็ยืนลุ้นอยู่ข้างๆว่าซองกยูจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแบบที่เตี๊ยมกันเอาไว้ไหม “ แล้วก็ขอชานมวนิลาให้เพื่อนของฉันคนนี้ด้วยและกัน ” สุดท้ายแล้วก็เป็นอูฮยอนที่เอ่ยขึ้นแทน


“ เห็นไหมฉันบอกแล้วว่าไม่มีใครสงสัยหรอก ขนาดคุณบาริสต้าสุดหล่อยังมองแกตาไม่กระพริบเลย ” ซองจงเอ่ยขึ้นภายหลังจากที่จับจองที่นั่งภายในร้านเรียบบร้อยแล้ว


“ ยังกังวลเรื่องเสียงอยู่สินะ ” เพราะซองกยูที่นั่งก้มหน้าก้มตาตั้งแต่มาถึงโต๊ะ ทำให้อูฮยอนเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง


“ ผู้หญิงเสียงเบส.. ผู้ชายที่ไหนจะเชื่อห๊ะว่าเป็นผู้หญิง ” ยิ่งพูดถึงสิ่งที่ตัวเองกังวลอยู่ในใจ ยิ่งทำให้เขาเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน


“ มันไม่ยากหรอกแกทำได้อยู่แล้วแค่ปรับโทนเสียงของตัวเองให้บางและเบาลงอีกนิด มั่นใจๆหน่อยประสบการณ์ตื่นเต้นรอแกอยู่ ”


“ ฉันไม่ไปแล้วได้ไหม เปลี่ยนมาทำงานที่ร้านแกแทนไม่ได้หรอนามู ” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ซองกยูพยายามเสนอเพื่อนทั้งสองของเขามาโดยตลอดแต่มันก็ไม่เป็นผล เพราะเหตุผลที่เพื่อนรักทั้งสองงัดขึ้นมาโต้แย้งคือเขาจะได้รับประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ มันจะเป็นสตอรี่ที่น่าจดจำของชีวิตเขาตลอดไป และสำคัญที่สุดคือเขาสามารถที่จะนำทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปลอมตัวในครั้งนี้ไปใช้ในงานเขียนบทละครเวทีในเทศกาลศิลปะและการแสดงตอนปีสุดท้ายได้อีกด้วย


“ เราคุยเรื่องนี้กันแล้วนะ ไม่เอาหน่า.. ”


“ อืม.. ” เพราะเขารู้ว่าซองจงจะอยู่ข้างๆเขาตลอดในแผนการครั้งนี้ มันเลยทำให้เขาวางใจว่าอย่างน้อยๆถ้าเกิดปัญหาเขายังมีเพื่อนคอยช่วยแก้ไขแน่นอน




…. T W O K I M ….







“ ลมอะไรหอบนายตำรวจใหญ่อย่างมึงมาหาพวกกูได้ละ ” เพราะพักหลังๆมานี้พวกเขาทั้งสามคนต่างก็มีภารกิจที่ต้องจัดการ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมานัดเจอกันบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อน เพราะอายุที่มากขึ้นแถมทุกคนก็มีงานมีการต้องรับผิดชอบ การที่จะนัดเจอกันแต่ละทีก็ต้องมีเหตุผลที่สำคัญมากรองรับเสมอๆ


“ ผับของผมไม่มีอะไรผิดกฎหมายให้คุณตำรวจตรวจค้นหรอกนะครับ ” เพราะเพื่อนรักที่เพิ่งเข้ามาในร้านของตัวเองใส่เครื่องแบบมาสะเต็มยศมยองซูเลยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว


“ ตั้งแต่มาถึงยังไม่ทันได้นั่งก็พร้อมใจกันกัดเลยนะ ” เสียงหัวเราะร่วนดังขึ้นภายในห้องทำงานเล็กๆของมยองซู “ โทษทีว่ะ เพิ่งออกเวรมาเลยไมได้เปลี่ยนเสื้อ ”


“ ไม่เป็นไรมึง วันนี้ไม่ได้ชวนมากินเหล้า แต่ชวนมาเพราะมันมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น ”


“ มึงก็พูดเกินไป ” เพราะซองยอลที่พูดบิ้วดงอูคำโตทำให้ร้อนมาถึงมยองซูต้องรีบแก้ตัว


“ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก.. ก็แค่ไอ้เพื่อนตัวดีของมึงกำลังมีความรัก.. ” สิ้นสุดคำว่ารัก คำสุดท้ายของประโยคที่ซองยอลพูดความเงียบก็เข้ามาปกคลุมภายในห้อง ดงอูมองเพื่อนของตัวเองแสดงสีหน้าสงสัย


“ ก็ไม่ถึงขั้นนั้น.. มึงไม่เคยเป็นกันหรอเวลาที่เจอใครสักคนแล้วรู้สึกอยากจะหยุดค้นหา หยุดทุกอย่างกับคนนั้น คนเดียวอะ ”


“ ไ ม่ เ ค ย ว่ ะ ” ทั้งซองยอลและดงอูพร้อมใจกันส่ายหน้าเป็นการตอบคำถามของมยองซู


“ สงสัยจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติแบบที่มึงบอกจริงๆว่ะซองยอล ตัวพ่ออย่างมยองซูกำลังจะหยุด นี่กูหูฝาดไปหรือเปล่า ”


“ อาจจะฟังดูแปลกไปสักหน่อย.. แต่มันคือเรื่องจริงนะโว๊ย ”


ก๊อกๆ.. เสียงเคราะประตูดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาที่กำลังออกรสออกชาติของเพื่อนรักทั้งสาม


“ พี่ฮะ ผมเข้ามาได้ใช่ไหม ” เสียงหวานๆของซองจงดังขึ้นก่อนที่บานประตูจะเปิดออก ซองจงเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมๆกับเพื่อนชายร่างเล็กและสาวน้อยหน้าหวานอีกหนึ่งคน


“ ว่าไงซองจงอา... ” ถึงจะพูดตอบซองจงแต่สายตาของมยองซูกลับจับจ้องอยู่ที่สาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆกันอย่างไม่วางตา


“ ผมพาเพื่อนมาสมัครเป็นมือเปียโนที่พี่หาอยู่ไงฮะ ”


“ อูฮยอนเนี๊ยะนะ ”


“ พี่คิดว่าผมเล่นเปียโนเป็นหรือไง นี่.. คนนี้ต่างหาก ” อูฮยอนชี้ไปที่สาวน้อยคนข้างๆ


“ อ่อ... ” อาจเพราะหน้าตาท่าทางของสาวน้อยตรงหน้าที่เห็นแล้วมันดึงดูสายตา หรือเพราะความสงสัยที่เขามีต่อเธอ หรือเหตุผลใดๆที่ใจเขากำลังยกมาอ้างก็ตาม นั้นทำให้เขากำลังมองจ้องเธอไม่วางตา ตาคมกำลังจับจ้องเธอราวกับจะกลืนกินเสียให้ได้


“ เห้ย!! ทำไมมึงมองน้องเขาด้วยสายตาแบบนั้นละ ” เพราะมยองซูสอดส่ายสายตามองสาวน้อยตรงหน้าอย่างประเจิดประเจ้อเดือดร้อนถึงเพื่อนรักอย่างดงอูต้องพูดเรียกสติ


“ เอ.. มึงนี่มันจริงๆเลยไหนว่าจะหยุดแล้วไง เจอสาวสวยเข้าหน่อยอาการออกเลยนะ ” ซองยอลเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักเป็นเชิงหยอกล้อ “ ตกลงว่าไงครับคนสวย ชื่ออะไรเอ่ย? ”


ทั้งซองจงและอูฮยอนที่ยืนอยู่ข้างๆมองซองกยูอยู่ตาไม่กระพริบ เรื่องเสียงพูดเป็นเรื่องเดียวที่ซองกยูกังวลใจที่สุด เพราะว่าเสียงเขาแตกต่างกับผู้หญิงทั่วๆไปอย่างสิ้นเชิง อาจะทำให้ทุกคนในที่นี้สงสัยได้ แล้วยิ่งมาทิ้งช่วงเวลานานแบบนี้ ทุกๆคนไม่ได้รับคำตอบสักที ทำให้สายตาที่มยองซูมองมากลับเปลี่ยนไป จากแววตาเห็นได้ชัดว่าเขาทวีความสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ


“ ซอง.. ”


“ ซองกยูริ ฮะ.. เธอชื่อซองกยูริ ” เพราะไม่ได้เตี๊ยมกันเรื่องชื่อมากก่อน ซองจงจึงพูดแทรกขึ้นเพราะเข้าใจว่าเพื่อนรักกำลังจะเปิดเผยชื่อจริงของตัวเองออกไปในสถานการณ์ที่ล่อแหลมแบบนี้


“ ซองกยูริ งั้นหรอ... ” เพราะเจ้าของใบหน้าหวานๆที่มยองซูเจอเมื่อสองสัปดาห์ก่อน หน้าเหมือนกับสาวน้อยตรงหน้าราวกับฝาแฝด เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในตัวเธอ แต่เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร


“ ว่าไงมึง!! ตะลึงอะไรนักหนาเขามาสมัครงานจะไม่เทสหน่อยหรอ ” หลังจากที่เงียบอยู่นานดงอูที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นพูด เสียงของเขาดังพอที่จะช่วยให้เพื่อนรักตื่นจากภวังค์หันมาฟังที่เขาพูดได้


“ อ่อ.. เปียโนอยู่ด้านนอกเชิญครับ ” มยองซูพูดก่อนจะผายมือออกไปเป็นการเชื้อเชิญ นอกจากเพื่อนรักทั้งสองคนของเขาแล้ว เขาก็จะรักษามารยาทกับทุกๆคนไม่ว่าเขาคนนั่นจะสนิทสนมมากน้อยแค่ไหน หรือเพิ่งจะเจอกันได้ไม่นานก็ตาม


เปียโนไม้สีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเวที เพราะร้านทั้งร้านเป็นโทนสีดำทำให้เปียโนหลังนี้ยิ่งโดดเด่นมากยิ่งขึ้นถ้าเทียบกับเฟอร์นิเจอร์หลายๆชิ้น นิ้วเรียวเริ่มบรรจงเล่นบทเพลงที่เตรียมอย่างตั้งใจตั้งใจ... ปลายนิ้วเริ่มกดลงบนแป้นเปียโนทีละตัวโน๊ต สัมผัสบางเบาพริ้วไหวอยู่บนโน้ตทุกตัวอย่างชำนาญ ถึงแม้ว่าที่บ้านจะเป็นโรงฝึกเทควันโดแต่เขาก็ได้ฝึกเล่นเปียโนมาตั้งแต่เด็กๆ อาจจะไม่ได้เข้าเรียนทางด้านนี้โดยตรงแต่ก็ได้อยู่ชมรมดนตรีและเริ่มเล่นเปียโนจริงๆจังๆมาตั้งแต่มัธยม เสียงบรรเลงเปียโนหยุดลงพร้อมๆกับปลายนิ้วเรียวจรดลงที่โน้ตตัวสุดท้าย


“ เอ๊า!! เป็นอะไรกันไปหมดมยองซูอา ดงอูอา.. ตะลึงอะไรกันว่ะ ” เสียงปรบมือจากซองยอลและเสียงโวยวายของเขาดังขึ้นเพราะเพลงบรรเลงที่ได้ฟังจบไปนานมากแล้วแต่ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมาสักที


“ พี่ตกลงรับเธอเข้าทำงาน สะดวกเริ่มงานเลยไหม ” มือเปียโนคนใหม่ของร้านมอบยิ้มบางๆพร้อมพยักหน้าหงึกหงึกแทนคำตอบ “ ฝากซองจงจัดการเรื่องห้องพักด้วยนะ ”


“ ฮะ.. ”


“ ขอให้สนุกกับงานนะแก ฉันกลับร้านก่อน แล้วจะแวะมาฟังเพลงแรกของแกในคืนนี้ .. ไปล่ะ ” อูฮยอนพูดทิ้งท้ายสร้างรอยยิ้มให้กับเพื่อนของเขาทั้งสอง พร้อมโค้งทำความเคารพรุ่นพี่ทั้งสามคนที่นั่งดูการเทสเปียโนของซองกยูอยู่เมื่อครู่ ก่อนจะเดินออกจากร้านไป


“ เฮ้ยกูเพิ่งนึกได้ว่ะ ว่ามีธุรยังไงกูโทรหานะ ” เพราะท่าทางน่ารักๆของคนตัวเล็กที่เพิ่งคล้อยหลังออกจากร้านไป อยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมดงอูถึงรีบร้อนออกจากร้านนัก


“ สรุปว่านายจะอยู่ที่ร้านนี่ให้ได้ใช่ไหม ” เมื่อทุกอย่างเงียบลงซองยอลก็ถามร่างบางตรงหน้าอย่างคาดคั้น “ ตกลงจะไม่กลับบ้านไปกับฉันจริงๆใช่ไหม? ” เพราะคนที่ถูกถามเงียบกริบไร้คำตอบใดๆเขาจึงถามย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งกว่าเดิม


“ เอ่าน่า.. นี่ร้านกูนะ ปลอดภัยไม่ต่างจากบ้านมึงหรอก ถ้ามึงไม่ไว้วางใจก็มานอนที่นี่ก็ได้ห้องแถบผู้ชายว่างโล่ง ” มยองซูออกตัวปกป้องซองจงยกใหญ่ “ เออใช่ ห้องพักว่างเฉพาะฝั่งผู้ชายนี่น่า แล้ว... กยูริ จะไปนอนที่ไหน ” และเป็นอีกครั้งที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่สาวน้อยคนเดิม ได้พบกันเพียงไม่นานแต่เธอก็สามารถเข้ามามีบทบาทในความคิดและความรู้สึกของมยองซูสะแล้ว


“ ไม่ต้องห่วงฮะ ผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนพาเธอมาสะอีก แค่ห้องเธออยู่ข้างๆห้องผมก็ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว ” เพราะซองจงเองไม่อยากให้พนักงานสาวๆสงสัยเรื่องที่ซองกยูปลอมตัวมา เขาจึงตัดสินใจเลือกห้องพักที่อยู่ติดกันสำหรับซองกยูและตัวเขา จะได้ไม่มีใครมาสังเกตเห็นอะไรที่อาจจะผิดวิสัยหญิงสาวของซองกยูได้ “ ส่วนนาย ฉันยืนยันนะว่าจะอยู่ที่นี่ จะกลับบ้านหรือจะย้ายมาก็เรื่องของนาย ฉันจะบอกกับแม่เรื่องนี้เองนายไม่ต้องเป็นเป็นห่วง ” ซองจงไม่ลืมที่จะหันไปตอกใส่ซองยอลที่ยืนรอคำตอบจากเขาอยู่




…. T W O K I M ….




กระเป๋าผ้าใบโตของคนสองคนถูกพนักงานชายของร้านขนขึ้นไปวางไว้หน้าห้องก่อนที่เจ้าตัวจะขึ้นไปถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าซองจงจะเป็นผู้ชายแต่เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายผู้หญิงและหุ่นที่บอบบาง เขาจึงเป็นที่เอ็นดูของพนักงานชายหลายๆคนภายในร้าน ทุกคนต่างก็ยินดีที่จะช่วยเหลือหรือเสนอตัวช่วยไม่ว่าซองจงจะเดือดร้อนเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมา.. ทำให้ซองยอลไม่พอใจที่ซองจงต้องมาอยู่ที่นี่ในซัมเมอร์นี้


“ เอ้ยยังไง.. ไหนว่าจะหยุดแล้วไหง๋มองตามน้องเขาแบบนั้นละ ” ซองยอลตบบ่าเพื่อนรักเบาๆเพิ่อเรียกสติ เพราะสังเกตเห็นว่ามยองซูมองตามกยูริในระหว่างที่เธอเดินขึ้นบันไดไปห้องหัก


“ ก็เพราะจะหยุดไง ถึงมองแบบนี้ ” คำตอบที่ไม่เคลียร์ของมยองซูทำให้ซองยอลเพิ่มความสงสัยมากขึ้นไปอีก “ คืองี้.. กยูริหน้าเหมือนกับคนที่กูเจอเลย แต่คนที่กูเจอคือผู้ชายว่ะ ”


“ ก็ถ้าหน้าตาเหมือนกันขนาดนั้นทำไมไม่ลองศึกษาผู้หญิงดูก่อนละ ถึงยังไงถ้าเป็นผู้หญิงก็คงจะโอเคกว่าผู้ชาย ”


“ แหมม๋ อย่าให้กูพูดถึงเรื่องมึงกับซองจงนะ ”


“ ทำไม!?! กูกับเจ้าเด็กนั่นก็พี่น้องกันไง ” ซองยอลโวยวายเสียงดังลั้นร้าน เพราะมยองซูพูดจี้ใจดำเข้า พ่อของซองยอลและแม่ของซองจงเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกันหมาดๆ ท่านทั้งสองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกของท่านจะรักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนพี่น้องทั่วๆไป แต่เพราะความรู้สึกของซองยอลที่มีแต่ซองจงมันเกินคำว่าน้องชายไป ทำให้เขาพยายามปฏิเสธความรู้สึกนั้นทุกวิถีทาง ทั้งๆที่มันก็ตรงกันข้ามกับหัวใจเขาอย่างสิ้นเชิง


“ หึ! มึงไม่เคยรู้ตัวหรอก.. ไปคิดเอาเองว่าจะหอบผ้าหอบผ่อนตามมาดูแลซองจงที่ร้านกู หรือจะนั่งแดรกศักดิ์ศรีนอนกอดทิฐิอยู่ที่บ้านก็เชิญ ” มยองซูพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองไป



ในยามค่ำคืนที่ไฟตามบ้านเรือนดับลง แต่แสงไฟตามถนนกลับส่องสว่างขึ้น ช่วงเวลาที่คนทั่วไปจะหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา แต่ความสนุกสนานครื้นเครงของคนกลางคืนเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมๆกับแสงไฟสลัวๆยามราตรี ถนนทั้งสายที่ทอดยาวล้วนแล้วแต่เป็นร้านอาหาร ผับ บาร์ที่พร้อมเปิดรอรับนักท่องเที่ยวทุกคนเพื่อเข้ามาแสวงหาความสำราญแก่ตน


บรรยากาศภายในร้านที่อบอุ่นถูกแต่งแต้มด้วยไฟสีเหลืองนวล เพลงบรรเลงที่เคล้าคลอไปกับกลิ่นควันบุหรี่กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างความเคลิบเคลิ้มให้กับลูกค้าในร้าน รวมไปถึงการที่มีนักดนตรีและดีเจย์ต่ที่างพากันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทำหน้าทีเพื่อสรรคสร้างความสนุกสนาน เพราะคืนนี้สำหรับทุกคนยังอีกยาวไกล..


เมื่อถึงโชว์ชุดสุดท้ายของค่ำคืนนี้ทางร้านได้จัดแคมเปญเล็กๆเพื่อต้อนรับนักเปียโนคนสวยที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของร้านด้วยการแจกเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่ใช้ชื่อของเธอเป็นชื่อเครื่องดื่มแก่ทุกโต๊ะโต๊ะละหนึ่งดริ๊งค์ เพื่อให้ทุกคนจิบมันไปพร้อมๆกับเสียงดนตรีที่เธอบรรเลง


ค็อกเทลสุดคลาสสิกในแก้มก้านสวยหรู ถูกตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ ใช้เกลือไปโรยไว้ที่ขอบปากแก้ว ทำให้เวลาดื่มค็อกเทลมีรสชาติเปรี้ยวนำ หวานและเค็มตาม ผสมผสานกันจนออกมาเป็นรสที่กลมกล่อม ทางร้านได้ให้ชื่อค็อกเทลนี้ว่า ‘Gyurita’ กยูริต้า... ตามชื่อของนักเปียโนสาวที่มีชื่อว่า กยูริ


สาวน้อยในชุดราตรีสีครีมแขนกุดเผยให้เห็นผิวขาวผ่องเรียบเนียนเป็นที่สะดุดตา ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา เครื่องหน้าทุกส่วนต่างโดดเด่นผสมผสานกัยอย่างลงตัว เรียวตาสวยที่ถูกตกแต่งด้วยอายไลน์เนอร์ทำให้ชวนหลงใหล ริมฝีปากบางที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีชมพูระเรื่อ ผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกรวบขึ้นเผยให้เห็นต้นคอขาวเนียนจนไปถึงไหล่บางน่าสัมผัส


เมื่อเดินออกมาหน้าเวทีก็เรียกเสียงปรบมือของแขกในร้านได้ไม่น้อย เธอโค้งรับทุกๆเสียงปรบมือก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้เปียโนไม้สีขาวสีเดียวกับตัวเปียโน เธอยกมือทั้งสองขึ้นมาวางลงบนโน้ตแต่ละตัวอย่างช้าๆ เสียงเพลงบรรเลงได้เริ่มต้นขึ้น เธอบรรเลงเพลงขับกล่อมทุกคนในที่นั้นเพลงแล้วเพลงเล่า โดยมีสายตาของใครคนนึงที่ยังคงจับจ้องมองมาที่เธอไม่ห่าง บางทีเขาสมควรยอมรับกับตัวเองสักทีว่าความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอเริ่มจะไม่ธรรมดาสะแล้ว...


เมื่อถึงเวลาลูกค้าภายในร้านต่างพากันเรียกเช็คบิลและทยอยกันออกจากร้านอย่างรู้งาน ถึงแม้ที่นี่จะเป็นร้านอาหารกลางคืนแต่ทุกคนก็รู้และเข้าใจตามกฎดีทุกอย่าง เสียงดนตรีที่เงียบลงพร้อมแสงไฟภายในร้านที่สว่างขึ้น พนักงานทุกคนต่างรู้หน้าที่เก็บกวาดทุกอย่างได้ว่องไว เพราะถ้ายิ่งเสร็จเร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้นอนเร็วมากขึ้นเท่านั้น เหลือเพียงนักดนตรีที่นั่งดื่มนั่งทานอะไรกันอยู่ที่โต๊ะในมุมนึงของร้าน ซึ่งแน่นอนว่าในนั้นต้องมีซองจงและกยูรินั่งอยู่ด้วยแน่นอน เสียงเอ่ะอะโวยวายดังขึ้นเพียงเพราะชายหนุ่มสีถึงห้าคนที่นั่งอยู่กำลังจะลุกขึ้นไปห้องพัก แต่ก็ไม่มีใครตำหนิพวกเขาเพราะรู้ดีว่าพวกอยู่ในอาการที่ขาดสติจากเครื่องดื่มที่ดื่มไปทั้งคืน ทิ้งไว้เพียงซองจงและกยูริซึ่งทำถ้าว่าทั้งสองจะช่วยเก็บกวาดแก้วจานบนโต๊ะ


“ ไม่ต้องหรอกซองจง พาเพื่อนขึ้นห้องพักเถอะ ” พนักงานหนุ่มคนนึงพูดขึ้นก่อนที่เขาจะเข้ามาฉวยแก้วในมือของกยูริไปถือเอง “ ทำงานกลางคืนครั้งแรกใช่ไหม คุณดูง่วงๆนะผมว่า ” เมื่อกยูริยังเฉยอยู่เขายิ่งได้ใจขยับหน้าเข้ามาใกล้ในขณะที่รอคำตอบจากกยูริ


“ อ่า.. ใช่เพิ่งทำที่นี่เป็นครั้งแรก ” กยูริเอ่ยยขึ้นเบาๆก่อนจะขยับตัวออกห่างจากพนักงานหนุ่มคนนั้น


“ ถ้างั้นก็ขอบใจ!! ช่วยเก็บกวาดที่เหลือบนโต๊ะด้วยแล้วกัน ” ซองจงเดินเข้ามาจับมือกยูริไว้แน่น พรางพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน เพราะซองจงรู้ดีว่าพนักงานหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ “ ไปกันเถอะวันนี้แกเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ” ก่อนจะหันไปพูดกับกยูริด้วยท่าทางที่อ่อนโยนลง




…. T W O K I M ….




ขึ้นไปยังชั้นสามของร้านในส่วนห้องพัก ห้องของทั้งชายและหญิงแบ่งฝั่งกันอย่างชัดเจนแต่ละห้องกว้างพอกันๆมีเพียงห้อง 020 ของมยองซูเท่านั้นที่กว้างกว่าห้องอื่นๆเล็กน้อย แต่ละห้องมีหมายเลขหน้าห้องแปะไว้กันหลงลืม ทั้งสองคนพากันเดิมมาตามทางเดินผ่านห้องหลายห้องจนมาหยุดอยู่ที่ห้อง 018 ของซองจง


“ ล้างหน้าเองได้ใช่ไหม? ” ซองจงมองหน้าเพื่อนรักที่ทำหน้าไร้เรี่ยวแรงข้างๆอย่างอ่อนใจ “ ยังไหวอยู่ปะวะ ทำไมดูเหนื่อยๆ ”


“ เพราะไม่ค่อยได้อดนอนละมั้ง ไม่เป็นไรหรอกเรื่องแค่นี้สบายมาก ” ซองกยูยิ้มรับเพื่อนรักบางๆ ก่อนจะโบกมือขาวให้เขาเบาๆ “ กู๊ดไนท์ ”


“ เช่นกันแก.. ”


ซองกยูยืนดูประตูห้องของซองจงปิดจนสนิทก่อนที่เขาจะเดินเลยไปที่ห้องพักของตัวเอง เขาไม่ลืมที่จะหันไปมองประตูห้อง 020 เพียงชั่วครู่ของความคิดเขาแค่อยากรู้ว่านายนั่นกำลังนั่งเต๊ะท่าวางมาดขนาดไหนตอนอยู่คนเดียว แต่เพียงแค่ยืนมองประตูก็คงไม่ได้รับคำตอบของคำถามในใจ.. เขาจึงหันกลับมาสนใจเปิดห้อง 019 ของตัวเอง


เมื่อเขาก้าวเข้ามาภายในห้องแล้วทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติ เขาจะไม่ใช่กยูริสาวน้อยเรียบร้อยอย่างที่ทุกคนเห็น แต่เขาจะเป็นซองกยู เขาจะเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสบายใจโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาจับตามอง หรือว่านายจ้างขี้เก้กที่ชอบจ้องจับผิดเขาด้วยสายตาบ้าๆแบบนั่น ใช่ว่าเขาจะมาดแมนแฮนซั่มมากจากไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเป็นกยูริไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาเลย ไม่มีส่วนคล้ายเลยแม้แต่น้อย


หลังจากจัดการเครื่องสำอางบนหน้าและชำระล้างคลาบเหงื่อไคลตามเนื้อตัวแล้วก็มาถึงเวลาพักผ่อนสักที.. ร่างอวบที่อยู่ในชุดกางเกงวอมสีเทาขายาวกับเสือยืดตัวโคร่งสีขาว กำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียง เพราะเขาเองไม่เคยนอนดึกแบบนี้ พอถึงเวลาที่สมควรจะได้นอนจริงๆกลับไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย พลิกซ้ายที ขวาที ฟังเพลง เล่นเกมส์ เปิดเช็คโซเชียลก็แล้ว ก็ยังไม่ง่วงสักที.. นิ้วเรียวเลื่อนดูเบอร์โทรศัพท์ในมือถือก็พบกับเบอร์นึงที่คุ้นเคยเขาค่อยๆกดข้อความสั้นๆส่งออกไปถึงเบอร์นั้นอย่างตั้งใจ ไม่ได้หวังว่าปลายทางจะตอบกลับมาในทันทีเพราะรู้ดีว่าตอนนี้ที่นู้นเองก็ดึกมากแล้วเช่นกัน แค่หวังเพียงให้ปลายทางรู้ว่าตอนนี้ยังมีเขาที่คิดถึง.. อยู่



.. โฮวอนอา วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับฉันเยอะแยะมากมาย ไว้เราได้คุยกันฉันจะเล่ามันให้นายฟัง ..
คิดถึง



ไม่มีสิทธิ์รับรู้ว่าปลายสายจะเห็นข้อความหรือไม่ แต่เขาเองก็รู้สึกดีที่ได้ส่งข้อความไปแบบนี้มากกว่าการโทรคุยกัน แค่คำว่า ‘คิดถึง’ พูดใส่หูโทรศัพท์ฟังแล้วก็แค่เขินแล้วผ่านไป แต่ถ้าคำว่า ‘คิดถึง’ ที่อยู่ในข้อความ เมื่อปลายทางได้เปิดอ่านเมื่อไหร่ก็ทำให้เขารู้ว่าคนส่งยังคิดถึงเขาเสมอ




…. T W O K I M ….




เสียงเพลงบรรเลงที่ถูกเปิดจากสเตอริโอดังขึ้นในห้องกว้าง บรรยากาศภายในห้องเย็นยะเยือก ความมืดปกคลุมอยู่ทุกพื้นที่เสียงหอบแหกๆของชายหญิงคู่นึงดังขึ้นไม่ขาดสาย เสียงสัมผัสที่เร้าร้อนจากอวัยวะบางส่วนของคนสองคนที่กระทบกันดังสรอดแทรกขึ้นเป็นระยะ เหงื่อที่โทรมกายสามารถบอกได้ว่าอุณหภูมิร่างกายของคนทั้งสองสวนทางกับอุณภูมิห้องอย่างสิ้นเชิง


“ อ๊า.. ” เสียงครางกระเส่าที่เคยกระตุ้นอารมณ์วาบหวามในใจอีกคนได้เป็นอย่างดี วันนี้ความรู้สึกแบบนั้นกลับไม่เป็นเหมือนเดิม เมื่อร่างหนาหยุดการกระทำทุกอย่างลง แล้วค่อยๆพลิกตัวนอนหลับตาลงบนพื้นที่เตียงที่ยังว่างอยู่


“ มยองซูอาทำไมละ..? ” เสียงของหญิงสาวร่างกายเปลีอยเปล่าที่นอนอยู่กระซิบข้างๆหู ทำให้เขาลืมตาขึ้นช้าๆเปรยตามองมาที่ใบหน้าหวาน


“ จีซูอา.. ขอโทษนะไม่รู้ทำไมมันไม่เมคเซ้นส์เหมือนอย่างเคย ” มือหนาค่อยๆกอบกุมใบหน้าเล็กอย่างทะนุถนอม “ คุณกลับไปก่อนเถอะนะ ”


“ งั้นเราค่อยเจอกันวันหลังก็ได้ค่ะ ” ร่างบางลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะหอบหิ้วกระเป๋าของตนออกจากห้องชายหนุ่มไป ไร้คำร่ำลาจากปากชายหนุ่มที่เพิ่งเสร็จธุระส่วนตัวกันเมื่อครู่


ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเป็นแบบนี้ครั้งแรก.. เมื่อก่อนเขาสนุกแค่ไหนกับการมีคนมากมายห้อมล้อมใช่ว่าจะมีแต่สาวน้อยสาวใหญ่ แต่ยังมีหนุ่มน้อยบางคนต่างยอมมอบกายให้กับเขา ทุกๆคนผ่านเข้ามาเพียงแค่หวังสัมพันธ์ชั่วคราว แค่ข้ามคืนทุกอย่างก็จบลงเหมือนเดิม บางครั้งเขาจำชื่อของคนที่มานอนกับเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ มีเพียงจีซูที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขานานกว่าคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายทั้งสองคนจะเป็นเพื่อนกันธรรมดา แต่ใครจะรู้ถึงความสัมพันธ์เวลาเขาอยู่ด้วยกันเพียงสองคนจะเป็นอย่างไร จีซูรับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด เธอไม่เคยเรียกร้องอะไรจากมยองซู ขอเพียงแค่มยองซูไม่ผลักไสเธอ..


มยองซูลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูพันตัวเองลวกๆก่อนจะเลื่อนเปิดประตูระเบียงออก เขายืนสูดอากาศยามค่ำคื่นเข้าปอดอยู่ตรงระเบียงห้องของตัวเองพักใหญ่ สายตาก็เหลือบเห็นแสงสว่างจากห้องข้างๆที่ยังเปิดอยู่รอดออกมา ทำให้เห็นเงาของใครบางคนในห้องที่ยังไม่หลับไม่นอน แถมเจ้าของห้องยังเดินวนไปวนมาอยู่ภายในอีก


“ นอนไม่หลับงั้นหรอ...ซองกยูริ ” เขาจินตนาการได้เลยว่าตอนนี้สาวน้อยกำลังทำหน้าเบื่อโลกแค่ไหน มยองซูยืนพิงราวระเบียงห้องมองแสงไฟนั่นอยู่นาน พร้อมระบายรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าขอตัวเองอย่างเสียไม่ได้....



keQKUT.jpg

*เผื่อใครจะจินตนาการซองกยูริของไพลินไม่ออก*...







.


.


.




Story Never End


• • • • • • • • • • • • • • • • • • • •



Talk : ฟิคชาบูสองคิมของไพลินค่ะ... พาทแรกวันเกิดมยอง พาทจบวันเกิดกยู
อย่าถามว่าจะมีกี่พาท.. เค้าเองยังไม่รู้เลย 555
มันมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงด้วย.. ไม่รู้ว่าทุกคนจะโอเคไหม ยังไงก็ฝากด้วยน้าา
แฟนอีดิทบาย โคลเวอร์บี13

Happy B-Day ma myungsoo


ขอบคุณที่หลงเข้ามานะคะ ♥ เอ็นจอยรีดดิ้งนะ :)

edit↓ top↑